แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 43
1
mobile expo: Xiaomi Smart Band 8 ดีไซน์สวย ฟีเจอร์ครบ งบไม่ต้องเยอะ

คุ้มไม่คุ้ม เช็กก่อน!
Xiaomi Smart Band 8 สมาร์ตแบนด์ตัวใหม่ล่าสุดของ Xiaomi อัปเกรดแบตเตอรี่ใหม่ เป็น 190mAh อึดขึ้นกว่าเดิม ใช้ได้ยาวนานสูงสุดถึง 16 วัน ดีไซน์เรียบหรู จะใส่ออกกำลังกายหรือใส่เป็น Accessories เหมือนเครื่องประดับสวยๆ ก็ดูดีมาก และมีฟีเจอร์ตรวจติดตามวัดค่าสุขภาพ รวมถึงมีโหมดออกกำลังกายกว่า 150 โหมด
 
Xiaomi Smart Band 8 รุ่นนี้บอกก่อนเลยครับว่า ผู้เขียนซื้อเอง ใช้เอง รีวิวเองเลยครับ เป็นสมาร์ตแบนด์ตัวใหม่ที่เห็นแล้วน่าใช้มากๆ เพราะด้วยดีไซน์เป็นทรงแคปซูลตัวเรือนทำออกมาดูเรียบๆ แต่พรีเมียม สามารถถอดสายรัดข้อมือออก เพื่อเปลี่ยนเป็นสายคล้อง เป็นสร้อยสวยๆ เท่ๆ ตามแฟชั่นหรือ โหมด Pebble เป็นคลิปหนีบรองเท้า สำหรับติดตามข้อมูลการวิ่งระดับมืออาชีพได้  รวมถึงการปรับแต่งหน้าปัดหน้าจอ ที่สามารถปรับแต่งได้ตามสไตล์ของเราเลยครับ มีให้โหลดกว่า 200 แบบ หรือใครมีภาพที่ตัวเองอยากใส่ ก็สามารถอัปโหลดภาพที่ต้องการลงไปได้ด้วย

รายละเอียดสเปก (Specification)
- ขนาด: 48 มม. x 22.5 มม. x 10.99 มม.
- น้ำหนัก: 27 กรัม
- สายรัดข้อมือ ขนาด: 135 มม. – 210 มม. วัสดุ TPU
- หน้าจอ: จอสัมผัส AMOLED 1.62 นิ้ว ความละเอียด (192 x 490 px) ความสว่างสูงสุด 600 nits
- เซ็นเซอร์: 6 แกนความแม่นยำสูง
- เซ็นเซอร์: วัดอัตราการเต้นของหัวใจ PPG
- เซ็นเซอร์: วัดแสงรอบข้าง
- แบตเตอรี่: 190mAh การชาร์จระบบแม่เหล็ก, เวลาในการชาร์จ ประมาณ 1 ชั่วโมง
- กันน้ำระดับ: 5ATM
- แอป: Mi Fitness
- Bluetooth: 5.1 BLE
- รองรับสมาร์ตโฟนระบบ Android 6.0/ios 12.0 ขึ้นไป
ด้านดีไซน์ (Design)
ตัวเรือน Xiaomi Smart Band 8 มีดีไซน์เป็นทรงแคปซูล วัสดุเป็นแบบ Metallic สัมผัสเรียบ มีความเงาแวววาว ซึ่งมาให้เลือก 2 สี คือ Gold จะมาพร้อมสายรัดข้อมือสีขาว และ Graphite Black จะมาพร้อมสายรัดข้อมือสีดำ (ในบทความนี้เป็นสี Gold)

====== อุปกรณ์ภายในกล่อง =====
- ตัวเรือน Xiaomi Smart Band 8
- สายรัดข้อมือ Xiaomi Smart Band 8
- สายชาร์จหัวแม่เหล็ก
- คู่มือการใช้งาน

สายรัดข้อมือของ Xiaomi Smart Band 8 เป็นวัสดุ TPU จากที่ได้ลองใช้เป็นแบบ Pin ครับ คือต้องกดเข้าไปเพื่อล็อก ถ้าใครกังวลว่าจะหลุดง่ายหรือเปล่า บอกเลยครับว่าหลุดยากครับจากการใช้งานจริง ถ้าจะหลุดต้องไปโดนปลายสายรัดแรงๆ ถูกมุมจริงๆ ถึงจะหลุดออก แต่ก็ยากครับ ด้านผิวสัมผัสรู้สึกว่าลื่นๆ ไปนิดหน่อย ทำให้ใส่ยากไปเล็กน้อย เพราะสายลื่นไหลระหว่างจะใส่ Pin ล็อก แต่ก็แข็งแรงดีครับ และสายรัดข้อมือนี้สามารถซื้อเปลี่ยนเป็นแบบอื่นได้ด้วย เช่น สายหนัง หรือสายโลหะตามสไตล์เราได้เลยครับ
 
===== โหมดสร้อยคอ =====
นอกจากที่จะเปลี่ยนสายรัดข้อมือได้แล้ว ยังมีฟังก์ชันเด็ดๆ อื่นเพิ่มด้วยด้วยครับ คือ สามารถถอดสายรัดข้อมือออก เพื่อใส่สายคล้อง เปลี่ยนจากนาฬิกาสมาร์ตแบนด์ให้เป็นจี้หรือสร้อยคอได้ครับ ซึ่งสายสร้อยก็ต้องหาซื้อแยกเช่นกันครับ สามารถเลือกแมทช์ได้ตามสไตล์การแต่งตัวของเราได้เลย ด้านขนาดก็ไม่ได้ดูใหญ่เกินไปเมื่อมานำคล้องคอ และเราสามารถปรับเป็นโหมดสร้อยคอเพื่อตัดการแจ้งเตือนและการติดตามต่างๆ ได้ครับ เมื่อเวลาคล้องคอแล้ว เราจะอ่านเวลาและการแจ้งเตือนต่างๆ ได้ยากครับ เพราะตัวสมาร์ตแบนด์กลับหัวอยู่ แนะนำว่าใส่สวยๆ เท่ๆ ไปดีกว่าครับ

หรือใครเป็นสายมงคล/สายมู ก็สามารถเปลี่ยนหน้าปัดตามความชอบของเราก็ได้ครับ จะเปลี่ยนสีตามสีมงคลของแต่ละวัน ก็ Set ไว้ 7 วันได้ หรือมีรูปพระไว้บ้าง เผื่อกลับบ้านตอนกลางคืนดึกๆ เพื่อความสบายใจก็ได้เช่นกันครับ (อันนี้เผื่อเป็นทางเลือกนะครับ)

===== โหมด Pebble =====
และอีก 1 โหมด คือ โหมด Pebble สำหรับสายสปอร์ตระดับมืออาชีพ ซึ่งเราสามารถซื้อตัวเสริมคลิปหนีบรองเท้าเพิ่มได้เหมาะกับผู้ที่ออกกำลังกายแบบจริงจัง ต้องการเก็บข้อมูลแบบเชิงลึกกันแบบก้าวต่อก้าวเช่นความถี่ในการก้าว ระยะก้าวรวมไปถึงแรงกระแทก ซึ่งจะติดตามกันแบบเรียลไทม์ โดยจะมีทั้งหมด 4 ประเภท คือ วิ่งกลางแจ้ง, เดิน, ปั่นจักรยาน และลู่วิ่ง

ด้านหน้าจอ (Screen)
หน้าจอของ Xiaomi Smart Band 8 เป็นจอสัมผัส พาเนล AMOLED ขนาด 1.62 นิ้ว ความละเอียด (192 x 490 px) ความสว่างสูงสุด 600 nits, 326 ppi, Refresh rate 60Hz ซึ่งอัปเกรดมาดีขึ้นกว่า รุ่น Xiaomi Smart Band 7 ที่มีความสว่างอยู่ที่ 500 nits จากการใช้งาน การสัมผัสได้ไหลลื่น ไม่ได้มีอาการหน่วง หน้าจอก็สีสดใส ส่วนเรื่องความสว่างถ้าใช้ในที่กลางแจ้งก็พอเห็นได้บ้างครับ ไม่ถึงกลับโดนแสงแดดกลบจนสะท้อนหมดครับ และยังรองรับ Always On Display ด้วย ทำให้หน้าจอของ Xiaomi Smart Band 8 ติดตลอดเพื่อแสดงเวลา แต่ก็ใช้พลังงานมากขึ้นครับ

Always On Display
ด้านฟีเจอร์ (Features)
Xiaomi Smart Band 8 รุ่นนี้แม้ว่าราคาจะไม่สูงมากนัก แต่ก็ให้ฟีเจอร์ที่จำเป็นมาอย่างครบครันเลย จะมีอะไรน่าสนใจ ไปดูพร้อมกันเลยครับ
 
===== การปรับแต่งหน้าปัด =====
การปรับแต่งหน้าปัดที่สามารถเลือกได้ตามสไตล์ความชอบของเรา มีให้ดาวน์โหลดทั้งในแอป Mi Fitness มากกว่า 200 แบบ หรืออยากอัปโหลดภาพที่ชอบลงไปเองก็ได้ ซึ่งสามารถโหลดเก็บไว้ได้สูงสุดถึง 18 แบบ หากต้องการโหลดเพิ่ม ต้องลบอันเก่าออก แล้วแทนด้วยอันใหม่ลงไปครับ
 
====== โหมดติดตามค่าสุขภาพ =====
ด้านโหมดติดตามค่าสุขภาพก็ให้ครบ พร้อมติดตามสุขภาพของเราแบบ 24 ชั่วโมง ซึ่งสามารถตั้งค่าได้ครับ ว่าอยากจะให้ติดตามค่าอะไรบ้าง เช่น อัตราการเต้นหัวใจ, พละกำลัง, SpO2 (ออกซิเจนในเลือด), การนอนหลับ, ความเครียด รวมถึงสามารถบันทึกรอบเดือนของคุณผู้หญิงได้ด้วย ถ้าเราดูในหน้าจอของ Xiaomi Smart Band 8 ก็จะดูได้แบบคร่าวๆ นะครับ เพราะเขาไม่ได้มีหน้าจอที่กว้าง หากต้องการดูแบบละเอียด แนะนำว่าดูในแอป Mi Fitness ได้ครับ
 
===== โหมดออกกำลังกาย =====
ด้านโหมดออกกำลังกายรองรับมากกว่า 150 แบบ ทั้ง เดิน, วิ่ง, ว่ายน้ำ, เดินป่า, ปั่นจักรยาน, กระโดดเชือก, แข่งรถ ฯลฯ บอกเลยครับว่ามีรองรับมากจนใช้ไม่หมดเลยครับ ส่วนเรื่องการตรวจจับก็ทำได้ดีครับ สามารถนับก้าว จับเวลา และติดตามสุขภาพเราไปพร้อมๆ กันได้ อีกทั้งยังบันทึกเป็นสถิติและคำนวนเป็น kcal ที่เผาผลาญไปได้ด้วย

===== หน้าปัดเกม =====
รุ่นนี้พิเศษตรงที่ใส่หน้าปัดที่สามารถเล่นเกมได้ มาให้เล่นแก้เบื่อด้วยครับ ซึ่งตอนนี้เกมยังมีรองรับไม่มากครับ มีประมาณ 4 เกม คือ Cross the bridge (เกมวางทางเดิน), Shooting game (เกมยิงลูก), Nerd wars (เกมคิดเลข) และ Fighter (ให้เราชกอากาศเพื่อวัดแรงชก) ซึ่งก็สามารถโหลดมาจากแอป Mi Fitness และเล่นที่หน้าปัดได้เลยครับ

Cross the bridge (เกมวางทางเดิน)

Shooting game (เกมยิงลูก)

Nerd wars (เกมคิดเลข)

Fighter (ให้เราชกอากาศเพื่อวัดแรงชก)
===== ฟีเจอร์อื่นๆ =====

เช็กสภาพอากาศ

ปรับโหมดการใช้ / ตั้งค่า Always On Display / เปลี่ยนเพลงหรือเพิ่ม-ลดเสียง

ตั้งค่าการรบกวน / ค้นหาโทรศัพท์ /  นาฬิกาจับเวลา / นาฬิกาโลก / ปิดเสียงโทรศัพท์ / เปิดกล้อง (ในโทรศัพท์)
 
สามารถใช้ Xiaomi Smart Band 8 เพื่อกดถ่ายรูปได้

การแจ้งเตือนข้อความ
แอปพลิเคชัน Mi Fitness
Xiaomi Smart Band 8 สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนของเราได้ เพื่อดูข้อมมูลเชิงลึกต่างๆ ของการติดตามสุขภาพ, การออกกำลังกาย รวมถึงการเปลี่ยนภาพหน้าจอสมาร์ตแบนด์ โดยใช้แอปพลิเคชัน "Mi Fitness" ตอนแรกเมื่อโหลดมาเราต้องลงทะเบียนก่อนนะครับ ถึงจะสามารถใช้งานได้ โดยภายในแอปฯ มีหน้าตาที่ใช้งานง่าย ด้านในแอปจะแบ่งออกเป็น 4 หมวด คือ สุขภาพ, ออกกำลังกาย, อุปกรณ์ และโปรไฟล์

หมวดสุขภาพ - จะบอกข้อมูลสุขภาพของเราเหมือนกับใน Xiaomi Smart Band 8 แต่จะมีข้อมูลที่มากขึ้น เช่น การนับ kcal, นับก้าวเดิน, เวลาที่ใช้ออกกำลังกาย, อัตราการเต้นหัวใจ, การยืน, ออกซิเจนในเลือด, ความเครียด, พละกำลัง, การนอน และรอบเดือนของคุณผู้หญิงด้วย

หมวดออกกำลังกาย - บอกระยะ ตำแหน่งแผนที่ของเราที่ใช้วิ่งหรือออกกำลังกาย
หมวดอุปกรณ์ - สามารถตั้งค่าต่างๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์เรา เช่น เปลี่ยนภาพหน้าจอและการเปิด/ปิดหรือปรับฟีเจอร์ต่างใน Xiaomi Smart Band 8

หมวดโปรไฟล์ - สำหรับตั่งค่าโปรไฟล์ของเรา, การอนุญาตอุปกรณ์เพื่อเข้าถึงต่างๆ, ภูมิภาคและอื่นๆ

ด้านแบตเตอรี่ (Battery)
Xiaomi Smart Band 8 มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 190mAh ซึ่งอัปเกรดขึ้นจาก Xiaomi Smart Band 7 ที่มีอยู่ 180mAh ทำให้ใช้งานได้ยาวนานถึง 16 วัน ถ้าใช้เป็นโหมดประหยัดพลังงาน แบบไม่ได้เปิดการติดตามสุขภาพ จากที่ลองใช้ถ้าเปิดตามตรวจวัดสุขภาพและติดตามต่างๆ ก็จะใช้ได้ประมาณ 6 วันกว่าครับ แต่ถ้าเปิด Always On Display ด้วยจะเหลือประมาณ 3 วันกว่าครับ โดยรวมผมถือว่าโอเคนะครับ ถ้าใช้งานปกติได้ประมาณ 6 วันกว่าๆ เพราะไม่ต้องชาร์จบ่อยๆ ใช้งานวันจันทร์ถึงศุกร์แบตยังเหลืออยู่เลย โดย 1 วันแบตจะลดไปประมาณ 10-15% ซึ่งจะขึ้นกับการใช้งานของแต่ละคนนะครับ ว่าจะเปิดฟีเจอร์อะไรบ้าง (ของผู้เขียนเปิดติดตามสุขภาพทั้งหมดและเปิดการแจ้งเตือน)

ส่วนเรื่องการชาร์จถือว่าทำได้ดีเลย เพราะใช้ชาร์จแบตเตอรี่ จาก 0% - 100% เพียง 1 ชม. เท่านั้น หากใครลืมชาร์จแบต ก็ใช้เวลาทำธุระช่วงเช้าชาร์จทิ้งไว้ สัก 30 นาที ก็ได้แบตเตอรี่มา 50 % แล้วครับ

สรุป (Conclusion)
จากที่ลองใช้งานเจ้า Xiaomi Smart Band 8 โดยรวมถือว่า “ชอบ” ครับ ด้วยดีไซน์ที่เรียบๆ และดูพรีเมียม สามารถเปลี่ยนสายรัดข้อมือเป็นแบบต่างๆ หรือสายคล้องเพื่อแมทช์กับการแต่งตัวตามสไตล์เราได้ ทำให้ดูเท่ไปอีกแบบ ด้านฟีเจอร์มีมาให้ครบถ้วนทั้งการติดตามสุขภาพ, โหมดออกกำลังกาย, หน้าจอเกม รวมถึงการเปลี่ยนหน้าปัดและอัปโหลดรูปที่ชอบเป็นหน้าปัดสมาร์ตแบนด์ได้ ด้านแบตที่อึดใช้งานได้จริง ประมาณ 6 วันกว่า ด้วยการเปิดฟีเจอร์ติดตามสุขภาพและแจ้งเตือนต่างๆ (ไม่ได้เปิด Always On Display) ทำให้ไม่ต้องชาร์จบ่อยๆ อีกทั้งยังชาร์จได้ไวอีกด้วย

หากใครกำลังมองหา Smart Band ดีๆ สัก 1 ตัวราคาไม่แพงมาก ฟีเจอร์ครบครัน ดีไซน์สวย Xiaomi Smart Band 8 เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากเลยครับ
Xiaomi Smart Band 8 ราคาเปิดตัว 1,490 บาท (หากมีโปรโมชัน ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,190 บาท)

2
จัดฟันบางนา: เมื่อ ฟันโยก ควรทำอย่างไร ?

ฟันโยก สำหรับเด็กที่ยังมีฟันแท้ขึ้นไม่ครบ 32 ซี่ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกท่าน เนื่องจากว่าฟันน้ำนมจะเกิดการโยกและหลุดออกเพื่อมีพื้นที่ให้ฟันแท้งอกขึ้นมาทดแทน แต่หากว่าเป็นการเกิดฟันโยกในวัยผู้ใหญ่กลับหมายถึงสัญญาณอันตรายที่คอยบ่งบอกว่าเหงือกหรือฟันของท่านกำลังมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นในขณะนี้นั่นเอง ซึ่งหากว่าได้รับสัญญาณเตือนนี้แล้วยังไม่รีบทำการรักษา ผลสุดท้ายท่านอาจจะต้องสูญเสียฟันแท้ตามธรรมชาติไปอย่างไม่มีวันกลับมานั่นเอง

ซึ่งในวันนี้จะขอพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ ฟันโยก สัญญาณอันตรายของเหงือกและฟัน ว่าจะมีวิธีการ หรือควรทำตัวอย่างไรหากมีอาการฟันโยก โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ทำอย่างไรดี เมื่อฟันโยก ?

หากว่าเป็นการเกิดฟันโยกในช่วงวัยเด็ก หากไม่มีอาการแทรกซ้อนก็ไม่ต้องไปคิดอะไรมากปล่อยให้โยกและหลุดไปเองตามธรรมชาตินั่นเอง เพราะหากว่าทำการถอนออกก่อนที่จะถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมจะยิ่งทำให้มีโอกาสเกิดความเจ็บปวดและเสี่ยงเหงือกติดเชื้อตามมาด้วย

แต่หากว่าเป็นฟันโยกที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ควรเข้าพบทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษาป้องกันให้ถูกจุด ดังต่อไปนี้

   
ฟันโยกจากการกัดฟัน

หากว่าเกิดฟันโยกจากการกัดฟันรุนแรงในขณะที่นอนหลับซึ่งสามารถแก้ไขได้ยากด้วยตนเองจึงจำเป็นที่จะต้องรักษากับทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหา เพราะหากว่าปล่อยทิ้งไว้เพราะคิดว่าเป็นเพียงแค่เรื่องธรรมชาติ ท่านอาจจะต้องสูญเสียฟันแท้ตามธรรมชาติ รวมถึงมีความเสี่ยงต่อกระดูกขากรรไกรอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ทันตแพทย์มักนิยมใช้การรักษา 2 แบบ สำหรับคนไข้ที่ชอบนอนกัดฟัน ก็คือ การตัดแต่งผิวเคลือบฟัน เพื่อลดการเกิดแรงกดที่เกิดจากการกัดฟัน และอีกวิธีก็คือการใส่ฟันยาง เพื่อลดแรงกดและการกระแทกกระทบของฟัน ทันตแพทย์จึงแนะนำให้ใส่ฟันยางเพื่อลดการกระแทกในขณะนอนหลับนั่นเอง

   
ฟันโยกจากโรคเหงือก

หากว่าเป็นการฟันโยกจากโรคเหงือก ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายมากๆ หากปล่อยทิ้งไว้โดยที่ไม่ทำการรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ เนื่องจากว่าโรคเหงือกนั้นสามารถติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว สร้างความเจ็บปวด และทำร้ายรากฟันอย่างเป็นวงกว้างได้ ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะมีขั้นตอนต่างๆตามการวินิจฉัยตามอาการความรุนแรงของโรคเหงือกและฟันที่โยก ดังต่อไปนี้


– รับประทานยา

ในขั้นแรกสำหรับคนไข้ที่ไหวตัวเร็วเข้ารับการรักษาตั้งแต่ที่ยังไม่มีอาการร้ายแรงมากนัก หรือยังไม่มีโรคแทรกซ้อนอื่นๆร่วมด้วย ทันตแพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทันตแพทย์จะให้ผู้ที่มีอาการฟันโยกในระยะเริ่มต้นทานยาเหล่านี้เพื่อแก้อาการปวด และฆ่าเชื้อก่อนจะเริ่มต้นขั้นอื่นๆ แต่หากว่ารับประทานยาปฏิชีวนะเหล่านี้แล้วมีอาการที่ดีขึ้นก็จะหยุดเพียงแค่ขั้นตอนนี้


– ขูดหินปูน

ทันตแพทย์อาจจะแนะนำให้คนไข้ทำการขูดหินปูน เพื่อกำจัดคราบสกปรกที่ก่อตัวเป็นคราบ และเป็นหนึ่งในการป้องกันต้นเหตุของโรคเหงือกร้ายแรง


– เกลารากฟัน

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ในการทำความสะอาดที่ลึกลงไปบริเวณรากฟัน เพื่อฆ่าเชื้อและสิ่งสกปรกต่างๆที่เป็นต้นเหตุของโรคเหงือก และก่อให้เกิดฟันโยก


– ใส่เฝือกฟัน

หากว่าอาการฟันโยกยังอยู่ในลักษณะที่ไม่ได้ใกล้จะหลุด ทันตแพทย์จะใช้วิธีใส่เฝือกฟันเพื่อยึดติดไม่ให้ฟันที่โยกนั้นหลุดออกมา


– ฝังรากฟันเทียมและใส่สะพานฟัน

หากว่ามีอาการฟันโยกอยู่ในขั้นรุนแรง ทันตแพทย์จำเป็นต้องถอนฟันซี่ที่โยกออก และทำการรักษาด้วยการฝังรากฟันเทียม หรือใส่สะพานฟันเพื่อป้องกันฟันซี่ข้างๆฟันที่โยกล้มทับกันอีก

ทั้งหมดนี้ก็คือการรักษาอาการฟันโยกเบื้องต้น ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นจากโรคเหงือกที่กำลังติดเชื้อ และพฤติกรรมความผิดปกติกัดฟันในขณะนอนหลับ เมื่อท่านเริ่มมีอาการฟันโยกให้นึกไว้เสมอว่าฟันและเหงือกของท่านกำลังจะมีปัญหา อย่าละเลยสัญญาณเตือนเหล่านี้โดยเด็ดขาด

3
motor show: เมอร์เซเดส-เบนซ์ Mercedes-benz GLA-Class GLA 200 AMG Dynamic ปี 2024
2,580,000 บาท

เมอร์เซเดส-เบนซ์ Mercedes-benz GLA-Class GLA 200 AMG Dynamic ปี 2024
Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบแถวเรียง รหัส M282 ขนาด 1,332 ซีซี เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ รองรับน้ำมัน E85 นำเสนออีกขั้นของเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยตัวกรองเขม่าอนุภาคขนาดเล็กที่เกิดจากการเผาไหม้ มอบพละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบต่อนาที ใช้เกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-DCT)  สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 8.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง รุ่นประกอบไทยเพิ่ม หลังคากระจก Panoramic, แอร์ Dual Zone + ช่องแอร์หลัง, MBUX7 Apple CarPlay ไร้สาย Wireless ฯลฯ

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์            Mercedes-benz
   รุ่น                  เมอร์เซเดส-เบนซ์ Mercedes-benz GLA-Class GLA 200 AMG Dynamic ปี 2024
   ประเภทรถ        รถอเนกประสงค์ SUV
   ปีที่เปิดตัว         2024
   ราคา              2,580,000 บาท

ดีไซน์
   ภายนอก
อุปกรณ์ชุดแต่ง (AMG Bodystyling)
สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรค
กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว
กระจกกรองแสง
ระบบควบคุมระยะการจอด (กล้องมองภาพด้านหลัง)
ระบบไล่ฝ้ากระจกมองข้าง
ไฟหน้าส่องสว่างอัตโนมัติ (ปรับระดับอัตโนมัติ)
ปัดน้ำฝนกระจกหลัง
ไฟท้าย LED
ขนาดยางหน้า-หลัง (235/50R19)
ราวหลังคา
ปัดน้ำฝนกระจกหน้าแบบพิเศษ (ทำงานอัตโนมัติ)
ไฟหน้า LED (High Performance แบบ Reflector)
หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ (เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า)
ไฟ Daytime Running Lights (LED)
ล้ออัลลอย (5-Twin Spoke สีใหม่ Paint in Black)

   ภายใน
เบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้
ระบบจดจำปรับที่นั่งคนขับ
ระบบนำทาง (Navigator)
ตกแต่งภายใน (AMG Interior Package ลาย Star Pattern แบบเรืองแสง, Ambient Light ปรับได้ 64 สี)
ปลั๊กไฟ 12 โวลท์
พวงมาลัยหุ้มหนัง (Nappa)
พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้
ภายในโทนสีดำ (เดินด้ายสีแดง)
กระจกมองหลังตัดแสง (อัตโนมัติ)
ม่านบังแดด (หลังคา เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า)
พรมปูพื้น (AMG)

สเปค
   เครื่องยนต์                   4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler
   ขนาดเครื่องยนต์ (CC)     1,332 CC
   กำลังเครื่องยนต์ (แรงม้า)  163 แรงม้า
   ระบบเกียร์                    เกียร์ออโต้ 7AT
   รูปแบบเกียร์                  7G-DCT
   ระบบเบรค ABS             มี
   ประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง     เบนซิน 95, เบนซิน 91, แก๊สโซฮอล์ 95 (E10), แก๊สโซฮอล์ 91, เบนซิน E20, เบนซิน E85
   ความจุถังน้ำมัน (ลิตร)      N/A
   ระบบจ่ายน้ำมัน             ระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรงแบบแรงดันสูงผ่านทางหัวฉีด Piezo Injectors
   น้ำหนักตัวรถ                -
   ประเภทยางรถยนต์         -
   ขนาดล้อ (นิ้ว)            ล้ออัลลอย (5-Twin Spoke สีใหม่ Paint in Black)
   ระบบขับเคลื่อน            ขับเคลื่อนล้อหน้า

ระบบความปลอดภัยระบบความปลอดภัย

อุปกรณ์ความปลอดภัย
ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP, ระบบช่วยเบรก BAS (Brake Assist), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR)
ตัวถังนิรภัย
ดิสก์เบรก 4 ล้อ
เซ็นทรัลล็อค
สัญญาณกันขโมย
กุญแจนิรภัย
ไฟเบรกดวงที่ 3
ระบบปรับระยะส่องไฟหน้า (ปรับระดับอัตโนมัติ)
ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์ (Assyst Plus)
รีโมทคอนโทรล
ระบบป้องกันการโจรกรรม (Immobilizer)
ระบบกระจายแรงเบรก EBD
หลอดไฟพิเศษระบบ Daytime Running Lights(DRL)
อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยอื่นๆ (ไฟเบรกกระพริบ, เตือนแรงดันลมยาง, ระบบ ATTENTION ASSIST)
เข็มขัดนิรภัย
พวงมาลัยยุบตัวได้
กระจกนิรภัย
คานเหล็กเสริมนิรภัย
ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน (HSA)
ระบบสั่งการด้วยเสียง (รองรับ 27 ภาษา และ ภาษาไทย)

4
วัดปุรณาวาสเชิญชวนใส่ชุดแม่ชี ปฏิบัติธรรมดับความทุกข์ ความไม่เที่ยงหนทางสู่การตรัสรู้

วัดปุรณาวาสเป็นวัดเก่าแก่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร มีอายุประมาณ 100 ปี วัดนี้มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ วัดปุรณวาสเป็นวัดที่สงบเงียบท่ามกลางชีวิตที่เร่งรีบของเมืองใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดปุรณาวาส แม้ว่าวัดแห่งนี้จะไม่ใหญ่โตหรือมีชื่อเสียงเท่าวัดอื่นๆ แต่วัดแห่งนี้ก็เป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวาย

สำหรับการเจริญสติผ่านการทำสมาธิ สวดมนต์ และสนทนาธรรม ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบและบริเวณที่ได้รับการดูแลอย่างดี จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองและดำดิ่งสู่การเดินทางเพื่อค้นพบตัวเองและความสงบภายใน

การปฏิบัติธรรมที่วัดปุรณาวาส
วัดปุรณาวาสเน้นการให้ประสบการณ์ธรรมะอย่างครอบคลุม โดยผสมผสานคำสอนของพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมกับแนวทางสมัยใหม่ในการทำสมาธิและสุขภาพจิต วัดแห่งนี้จัดให้มีการบรรยายธรรมะ การทำสมาธิและการปฏิบัติธรรมเป็นประจำ โดยยินดีต้อนรับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ปฏิบัติธรรมที่มีประสบการณ์

นี่คือสิ่งที่คุณสามารถคาดหวังได้เมื่อปฏิบัติธรรมที่วัดปุรณาวาส:

การทำสมาธิตอนเช้าและตอนเย็น : วัดแห่งนี้มีบริการนั่งสมาธิทุกวัน ซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถฝึกสติและสมาธิได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือฝึกสมาธิมาหลายปีแล้ว บรรยากาศที่เงียบสงบและคำแนะนำจากพระสงฆ์ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมในการฝึกสมาธิอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ธรรมบรรยาย : ทุกสัปดาห์ วัดจะจัดการบรรยายธรรมโดยมีพระภิกษุผู้มีประสบการณ์เป็นผู้นำ ธรรมบรรยายเหล่านี้เน้นที่คำสอนของพระพุทธเจ้า โดยให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของความทุกข์ ความไม่เที่ยง และหนทางสู่การตรัสรู้ ธรรมบรรยายสามารถเข้าถึงได้ทุกคน และมักจะจบลงด้วยช่วงถาม-ตอบแบบโต้ตอบ

โปรแกรมปฏิบัติธรรม : วัดปุรณาวาสยังจัดโปรแกรมปฏิบัติธรรมตั้งแต่สุดสัปดาห์ไปจนถึงหลายวัน โปรแกรมปฏิบัติธรรมเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมตัดขาดจากสิ่งรบกวนทางโลกและดื่มด่ำกับสติสัมปชัญญะ การทำสมาธิ และการไตร่ตรอง

บรรยากาศภายในวัดเงียบสงบ
สถาปัตยกรรมของวัดปุรณาวาสนั้นเรียบง่ายแต่สง่างาม ออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอันเงียบสงบที่ส่งเสริมการมีสติและความผ่อนคลาย บริเวณวัดได้รับการดูแลอย่างดีด้วยต้นไม้เขียวขจี ทางเดินที่เงียบสงบและบริเวณสวนเล็กๆ ที่เหมาะสำหรับการนั่งสมาธิ ห้องโถงหลักซึ่งเป็นที่ที่ใช้ทำสมาธิและสวดมนต์ส่วนใหญ่ แผ่รัศมีแห่งความสงบ ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรม

ข้อมูลสำหรับผู้มาเยี่ยมชม
สำหรับผู้เยี่ยมชมวัดปุรณาวาส วัดนี้เปิดให้เข้าชมตลอดทั้งปีและขอเชิญชวนผู้เยี่ยมชมให้เข้าร่วมการนั่งสมาธิและการฟังธรรมะ ไม่มีกฎการแต่งกายที่เข้มงวด แต่ขอแนะนำให้ผู้เยี่ยมชมสวมเสื้อผ้าสุภาพตามธรรมเนียมของวัด ทางวัดจัดเตรียมเสื่อและเบาะรองนั่งสมาธิไว้ให้ และทางวัดยินดีรับบริจาคเพื่อเป็นช่องทางในการสนับสนุนกิจกรรมธรรมะ

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนในพื้นที่หรือเป็นนักท่องเที่ยวที่กำลังสำรวจกรุงเทพฯ การไปเยี่ยมชมวัดปุรณวาสเป็นโอกาสที่จะได้หยุดพักและไตร่ตรอง ฝึกสติ และเชื่อมต่อกับตัวเองอีกครั้ง วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการสัมผัสแก่นแท้ของการปฏิบัติธรรมแบบพุทธในขณะที่ค้นหาความสงบในใจกลางเมืองที่พลุกพล่าน

วัดปุรณาวาสในกรุงเทพฯ เป็นอัญมณีที่ซ่อนเร้นสำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติธรรมในสภาพแวดล้อมที่สงบและเอื้ออาทร วัดแห่งนี้มีโปรแกรมการทำสมาธิ บทเทศนาธรรม และการปฏิบัติธรรม ซึ่งทำหน้าที่เป็นโอเอซิสทางจิตวิญญาณที่ผู้คนสามารถปลูกฝังความสงบภายในและเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสร้างจิตวิญญาณหรือเพียงแค่ช่วงเวลาแห่งการไตร่ตรองอย่างเงียบสงบ วัดปุรณาวาสเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดในกรุงเทพฯ

5
ซ่อมบำรุงอาคาร: วิธีเลือกใช้หลอดไฟในบ้าน และวิธีเปลี่ยนหลอดไฟเองง่าย ๆ

เป็นระยะเวลากว่า 2 ศตวรรษแล้วที่โลกของเรามีหลอดไฟไว้ให้แสงสว่างกับบ้านเรือนที่พักและอาคารต่าง ๆ ผู้ผลิตหลอดไฟต่าง ๆ ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงในเรื่องของประสิทธิภาพ คุณภาพของแสง ความหนาแน่น ความปลอดภัยในการใช้งาน รวมถึงการประหยัดพลังงานด้วย วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักหลอดไฟ แหล่งให้แสงสว่างที่เราคุ้นเคยกันดีว่ามีกี่ประเภท เลือกความสว่างแบบไหนให้เหมาะกับการใช้งาน และวิธีการเปลี่ยนหลอดใหม่ รวมถึงการทิ้งหลอดไฟอย่างไรให้ปลอดภัยด้วย

ประเภทหลอดไฟ

ปัจจุบันนี้มีหลอดไฟมากมายหลายชนิดให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นหลอดไส้ หลอดตะเกียบ หลอดฟลูออเรสเซนต์ เป็นต้น ซึ่งหลอดไฟแต่ละประเภทมีการใช้งานและคุณสมบัติแตกต่างกันไป ซึ่งอาจทำให้หลาย ๆ คนเกิดความสับสนได้ เราจึงขอแนะนำชนิดของหลอดไฟทั่วไปที่นิยมใช้กัน ดังนี้

1. หลอดไส้

หลอดไส้ มีหลักการทำงานง่าย ๆ คือ ในหลอดไส้จะมีขดลวดทังสเตนอยู่ภายในหลอด เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ขดลวดนี้จะเกิดความร้อนจนเป็นตัวจุดประกายไฟ ทำให้เกิดแสงสว่าง และจากปริมาณการไหลของกระแสไฟฟ้าจะทำให้ไส้หลอดร้อนจนไหม้ เสื่อมสภาพเร็ว มีอายุการใช้งานสั้น (ประมาณ 700-1,000 ชั่วโมง) และสิ้นเปลืองพลังงาน แม้หลอดไส้จะเป็นหลอดไฟที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ก็เริ่มมีผู้ผลิตหลอดไฟชนิดอื่นขึ้นมาทดแทน เพราะมีเทคโนโลยีที่ดีกว่า ใช้งานได้ยาวนาน และประหยัดไฟกว่า เช่น หลอดไฟ LED หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ และหลอดไฟ CFL

2. หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์

หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า หลอดนีออน มีหลักการทำงานคือ เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านหลอด จะกระตุ้นอนุภาคปรอทและก๊าซอื่น ๆ ที่บรรจุอยู่ภายในหลอด ให้ปล่อยพลังงานที่แผ่รังสีความร้อนออกมา เมื่อรังสีนี้กระทบกับสารเรืองแสงที่ฉาบไว้ด้านในตัวหลอด จะเปลี่ยนเป็นแสงสว่างที่มองเห็นได้ และเนื่องจากไม่ได้เปล่งแสงโดยอาศัยความร้อน จึงมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานมากกว่าและนานกว่าหลอดไส้ แต่การใช้งานจะต้องติดตั้งคู่กับชุดบัลลาสต์และสตาร์ทเตอร์ และกำจัดได้ยากกว่าเพราะมีสารปรอทที่เป็นอันตราย

3. หลอดคอมแพกต์ฟลูออเรสเซนต์

หลอดคอมแพกต์ฟลูออเรสเซนต์ (Compact Fluorescent Lamps : CFL) หรือหลอดตะเกียบ ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้แทนหลอดไส้ในบ้านและอาคารพาณิชย์ มีขนาดเล็กกะทัดรัด มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าถึง 10,000 ชั่วโมง จึงประหยัดพลังงานมากกว่า และให้ประสิทธิภาพการส่องสว่างที่สูงกว่า แต่ด้านในหลอดมีสารปรอทที่เป็นอันตราย จึงกำจัดได้ยากกว่าหลอดไส้

4. หลอดฮาโลเจน

หลอดฮาโลเจน เป็นหลอดไส้ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น เป็นหลอดไส้ที่เติมก๊าซฮาโลเจน ได้แก่ โบรมีน หรือไอโอดีน เข้าไปเล็กน้อย ทำให้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า หลอดไอโอดีนควอตซ์ หรือหลอดฮาโลเจนทังสเตน ซึ่งก๊าซฮาโลเจนจะช่วยเพิ่มความสว่าง ทำให้ประสิทธิภาพการส่องสว่างสูงขึ้น ยืดอายุการใช้งานของหลอดไฟได้ถึง 2,000 ชั่วโมง และมีขนาดเล็กกว่าเมื่อเทียบกับหลอดไส้ทั่วไป นอกจากนี้ยังให้แสงที่ถูกต้อง ไม่เพี้ยน จึงนิยมนำมาใช้กับการผลิตละครเวทีและสตูดิโอถ่ายภาพ หรืองานจัดแสดงสินค้า แต่ก็สามารถนำมาใช้ในบ้านได้ในพื้นที่บริเวณที่ต้องการแสงสว่างเป็นพิเศษ เช่น มุมอับ ห้องทำงาน เป็นต้น

5. หลอดไฟ LED

หลอดไฟ LED กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะให้แสงสว่างและสีของแสงที่หลากหลาย ผลิตแสงสว่างได้ในปริมาณที่ต้องการ โดยใช้พลังงานน้อยลง มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่ามาก และกินไฟน้อยกว่าหลอดไฟชนิดอื่น ๆ


การเลือกสีของหลอดไฟให้เหมาะกับการใช้งาน

แสงหลอดไฟ

หลังจากที่ทำความรู้จักกับประเภทของหลอดไฟที่ใช้กันในบ้านเรือนที่พักอาศัยไปแล้ว ก็ต้องมาเลือกแสงสีของหลอดไฟให้เหมาะกับการใช้งานกัน โดยสีของหลอดไฟหรือที่ศัพท์ทางช่างจะเรียกว่า อุณหภูมิของสีของแสง (Colour Temperature) มีหน่วยวัดเป็น เคลวิน (K) ซึ่งถ้าอุณหภูมิสียิ่งต่ำ แสงที่ส่องออกมาจะเป็นสีโทนร้อน เช่น สีส้ม สีเหลือง แต่ถ้าอุณหภูมิสีสูงก็จะได้แสงในโทนเย็น เช่น สีขาว หรือสีฟ้า

หลอดไฟในปัจจุบัน สามารถแบ่งตามอุณหภูมิของสีได้ 3 ชนิด ได้แก่

    วอร์มไวท์ (Warm White) : มีอุณหภูมิอยู่ที่ 2,700-3,300 เคลวิน ให้แสงสีขาวอบอุ่นหรือนุ่มนวล เหมาะสำหรับพื้นที่ในบ้านที่ต้องการพักผ่อน เช่น ห้องนอน หรือสถานที่ให้ความบันเทิงอย่างห้องนั่งเล่น

    คูลไวท์ (Cool White) : มีอุณหภูมิอยู่ที่ 3,300-5,300 เคลวิน ให้ช่วงแสงสีขาวที่เป็นกลางมากกว่า มีความสมดุลระหว่างแสงสีที่อบอุ่นและนุ่มนวล เหมาะสำหรับห้องเรียน ห้องทำงาน และห้องครัว รวมถึงการใช้งานนอกอาคารต่าง ๆ เช่น ในสวน โรงรถ และสนามหญ้า

    เดย์ไลท์ (Daylight) : มีอุณหภูมิอยู่ที่ 5,300-6,500 เคลวิน ให้แสงเทียบเท่ากับแสงแดดตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับใช้ในสำนักงาน เวิร์กช็อปงานฝีมือ ห้องน้ำ หรือห้องซักรีด


วิธีเปลี่ยนหลอดไฟเอง

หลอดไฟเมื่อใช้งานไปนาน ๆ อาจมีอาการเสื่อมสภาพ เช่น ขั้วหลอดดำ หลอดสั่น เปิดแล้วติด ๆ ดับ ๆ มีแสงกะพริบ ใช้เวลานานกว่าจะสว่าง หรือมีเสียงดังตอนเปิด ควรรีบเปลี่ยนใหม่ ซึ่งวิธีการเปลี่ยนหลอดไฟถือเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่เราสามารถทำเองได้ ไม่จำเป็นต้องเรียกช่างมาให้เปลืองเงินเลย หลายคนที่กำลังลังเลไม่กล้าเปลี่ยนหลอดไฟเอง มาดูขั้นตอนเหล่านี้กัน

    ปิดสวิตช์ไฟหลอดที่เสียให้เรียบร้อยเสียก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟดูดหรือไฟช็อต

    ทิ้งไว้ให้หลอดไฟเย็น ไม่ควรจับหรือถอดหลอดไฟในขณะที่ยังมีความร้อน

    ใช้บันได เพื่อให้สามารถจับหรือถอดหลอดไฟได้สะดวกและมั่นคง ไม่ควรยืนบนเก้าอี้หรือโซฟา เพราะอาจจะเกิดอันตรายจากการลื่นล้มได้

    ถอดหลอดไฟ ด้วยการหมุนให้ตัวหลอดหลุดออกมาจากตัวล็อก ขึ้นอยู่กับว่าหลอดไฟที่ใช้มีขายึดเป็นแบบไหน
              - ถ้าเป็นหลอดแบบขาทั่วไป ให้หมุนทวนเข็มนาฬิกาให้ขาหลุดออกจากตัวล็อก จากนั้นก็ดึงออกมาได้เลย
              - ถ้าเป็นหลอดแบบขาสปริง ให้จับหลอดไฟแล้วดันขึ้นเบา ๆ แล้วหมุนทวนเข็มนาฬิกาจนหลุดออกจากตัวล็อก และดึงออกได้เลย

    เปลี่ยนหลอดไฟใหม่ โดยเลือกใช้หลอดที่มีกำลังไฟเท่ากัน ใส่หลอดไฟในตัวล็อกให้แน่น จากนั้นหมุนตามเข็มนาฬิกาให้ล็อกเข้าที่

    เปิดสวิตช์ไฟตามปกติ

    ทิ้งหลอดไฟเก่า นิยมใช้บรรจุภัณฑ์จากหลอดใหม่ห่อหลอดเก่าที่เปลี่ยนแล้ว เพื่อทิ้งอย่างปลอดภัย


วิธีทิ้งหลอดไฟใช้แล้ว

หลอดไฟ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นแก้วที่บอบบางและแหลมคมมาก รวมถึงมีชิ้นส่วนโลหะที่เป็นอันตราย จึงต้องทิ้งให้ถูกวิธีและถูกต้องตามประเภทของหลอดไฟ ดังนี้

    หลอดไส้และหลอดฮาโลเจน : ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ เวลาทิ้งควรห่อด้วยกระดาษหรือผ้าหนา ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บในกรณีที่เกิดการแตกหัก
    หลอดฟลูออเรสเซนต์และหลอด CFL : มีส่วนประกอบของสารปรอทที่เป็นพิษ โลหะ และแก้ว ไม่ควรทิ้งรวมกับขยะทั่วไปในครัวเรือน จึงควรแยกทิ้งต่างหาก โดยสามารถทิ้งไว้ในถังขยะรีไซเคิลหรือจุดที่กำหนดได้ ทั้งนี้ การทิ้งหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่หักต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจจะมีไอปรอทจำนวนเล็กน้อยหลุดออกมาเมื่อหลอดแตกได้

    หลอดไฟ LED : ผลิตจากวัสดุที่รีไซเคิลได้ และไม่มีสารที่เป็นอันตรายหรือไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม สามารถทิ้งในถังรีไซเคิลได้เลย

ถึงตรงนี้หลายคนคงจะหมดข้อสงสัยในการเลือกหลอดไฟว่าจะเลือกประเภทอะไร ใช้แสงสว่างแบบไหนให้เหมาะสมกับการใช้งาน รวมถึงการเปลี่ยนหลอดเก่า และวิธีการทิ้งอย่างไรให้ปลอดภัย เพื่อให้ได้แสงสว่างที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการใช้งานในบ้านที่อยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด

6
ลักษณะฟันของเด็ก ที่ควรเข้ารับการจัดฟันเด็ก

เด็กๆหลายคนที่มีปัญหาในเรื่องของฟัน ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างของฟัน หรือลักษณะของฟันที่มีการขึ้นที่ผิดปกติ อาจจะมีความรู้สึกไม่มั่นใจและยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร หรือการทำความสะอาดช่องปากและฟัน ในแง่ของการรับประทานอาหาร ปัญหาฟันอาจจะทำให้เด็กบดเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ และในแง่ของการทำความสะอาด

ถ้าหากเรามีฟันที่ซ้อนเก ก็จะทำให้ทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุและโรคเหงือกอักเสบ ดังนั้น การที่เรามีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีตั้งแต่อายุยังน้อย ถือว่าเราได้เปรียบในหลายๆด้าน แถมยังทำให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วย ในเรื่องของลักษณะของฟันของเด็กนั้น ก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่า ลักษณะของการขึ้นของฟันที่มีความผิดปกติ ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็ก ซึ่งการแก้ไขลักษณะฟัน

สามารถแก้ไขได้ด้วยเข้ารับการ จัดฟันในเด็ก ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการจัดฟันที่มีประสิทธิภาพและมีผลการรักษาที่แม่นยำ เพราะการจัดฟันในเด็ก จะดีกว่าการจัดฟันในตอนโต ดังนั้น ประสิทธิภาพก็จะดีกว่า ทั้งยัง เป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กหันมาดูแลรักษาความสะอาดของช่องปากและฟันตั้งแต่เด็กๆด้วย ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด ที่อยากพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก ก็ควรที่จะศึกษาข้อมูลให้ดี หาคลินิกทันตกรรมที่มีความน่าเชื่อถือ มีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยต่อตัวเด็กด้วย

ในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กนั้น  พ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะดูแลเอาใจใส่ หมั่นสังเกตพฤติกรรมและสังเกตรูปร่างฟันของลูก ถ้าหากพบสัญญาณความผิดปกติขิงลักษณะของฟัน ก็ควรพาบุตรหลานเข้าพบทันตแพทย์เพื่อทำการตรวจช่องปาก เพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาฟันในอนาคต สำหรับวันนี้ทางคลินิกเราจะมาพูดถึงเรื่องของลักษณะของฟันที่มีความผิดปกติของเด็ก ที่ควรที่จะเข้ารับการจัดฟันในเด็ก เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาทำให้บุตรหลานของท่านได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้เป็นแนวทางในการสังเกตลักษณะฟันของเด็กที่มีความผิดปกติ

เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น สำหรับลักษณะฟันของเด็กที่มีความผิดปกติที่ควรจะเข้ารับการจัดฟันในเด็ก นั่นก็คือ ฟันแท้มีช่องห่าง อาจเกิดจากฟันมีขนาดเล็กผิดปกติ หรือเกิดฟันบางซี่หายไป ดังนั้น จึงควรนำบุตรหลานของท่าน เข้าตรวจกับทันตแพทย์ ต่อมาฟันบนครอบฟันล่างลึก ในส่วนของฟันสบลึกนั้น หากไม่ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าว เมื่อเด็กโตขึ้น อาจมีผลต่อการสบฟัน การหายใจ รวมถึงปัญหาต่อข้อต่อขากรรไกรด้วย

ต่อมาลักษณะฟันล่างสบครอบฟันบน ที่เกิดจากการสบฟันที่ผิดปกติ ทำให้ขากรรไกรบนไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ เมื่อโตขึ้นจะมีขากรรไกรล่างยื่น และต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดขากรรไกร ร่วมกับการจัดฟันในเด็ก ต่อมาฟันหลังล่าง สบคร่อมฟันบน ปัญหาในลักษณะนี้ สามารถแก้ไขได้โดยง่าย แต่หากปล่อยหรือละเลยไม่แก้ไข เด็กจะมีปัญหาการสบฟันและปัญหาฟันอย่างมากมายเลยทีเดียว และลักษณะฟันที่มักพบได้บ่อยอีกลักษณะหนึ่งก็คือ ฟันหน้าเหยิน ฟันยื่น ซึ่งเกิดจากการเจริญเติบโตของขากรรไกรที่ผิดปกติสามารถแก้ไขได้ด้วยการเข้ารับการจัดฟันในเด็ก

อย่างไรก็ตาม หากปัญหาในเรื่องของลักษณะฟันที่มีความผิดปกติในเด็ก ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ด้วยการจัดฟันในเด็ก ก็จะทำให้สามารถรักษาให้เป็นปกติได้

ดังนั้น พ่อแม่ควรดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของเด็ก เพื่อที่จะได้สังเกตอาการ เพื่อเข้ารับการแก้ไขทันที หากสนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิกทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดฟันในเด็ก เพื่อให้เด็กๆได้มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี มีความมั่นใจ สามารถยิ้มได้อย่างมั่นใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

7
สร้างรายได้จากข้าวกะเพราเนื้อชิ้นรสเด็ด เผ็ดร้อนถึงใจ ซอสเข้มข้นทำง่ายสไตล์ร้านตามสั่ง

ข้าวกะเพราเนื้อชิ้นเป็นอาหารยอดนิยมของไทย โดยเฉพาะในรูปแบบอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ด ด้วยรสชาติที่จัดจ้านและทำง่าย จึงเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สตรีทฟู้ดของไทยขึ้นชื่อในเรื่องรสชาติที่จัดจ้าน ปรุงได้รวดเร็วและราคาไม่แพง ในบรรดาเมนูยอดนิยมมากมายข้าวเนื้อผัดกะเพราถือเป็นเมนูที่ต้องลองชิมสำหรับคนรักอาหาร

อาหารจานนี้ขึ้นชื่อในเรื่องกลิ่นหอมกะเพรา เนื้อหั่นบาง ๆ และรสเผ็ดร้อนเป็นอาหารหลักในสตรีทฟู้ดของไทย

อะไรที่ทำให้มันพิเศษ?
เนื้อผัดกะเพราเป็นเมนูง่ายๆ แต่รสชาติจัดจ้านที่ถ่ายทอดความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี โดยประกอบด้วย:

เนื้อสไลซ์นุ่มผัดจนสุกพอดี
โหระพาหอมกลิ่นเฉพาะตัว
กระเทียมและพริกสำหรับรสชาติเผ็ดและเผ็ดร้อน
ซอสหอยนางรม ซอสถั่วเหลือง น้ำปลาเพิ่มรสชาติล้ำลึก
ไข่ดาวกรอบ (ไม่จำเป็นแต่ขอแนะนำ!)
อาหารจานนี้เสิร์ฟบนข้าวหอมมะลินึ่ง เป็นมื้ออาหารที่รวดเร็วและน่าพอใจที่สามารถรับประทานได้ตลอดเวลา

จะหาซื้อได้ที่ไหน?
เมนูนี้หาซื้อได้ตามแผงขายอาหารริมถนน ตลาดท้องถิ่น และร้านอาหารไทยทั่วไป พ่อค้าแม่ค้าจะปรุงเมนูนี้สดๆ เมื่อลูกค้าสั่ง โดยลูกค้าสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้เอง หรือจะเลือกโปรตีนชนิดอื่นๆ เช่น ไก่ หมู หรืออาหารทะเลก็ได้

ทำไมคุณถึงควรลอง
รสชาติไทยแท้ในจานเดียว
รวดเร็วและราคาไม่แพงเหมาะสำหรับมื้อด่วน
ปรับแต่งได้ – เลือกเนื้อสัตว์และระดับเครื่องเทศที่คุณต้องการ
ได้รับความนิยมจากทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว
ครั้งหน้าที่คุณมาเที่ยวเมืองไทย อย่าพลาดโอกาสที่จะลิ้มลองเนื้อผัดกะเพราพร้อมข้าวสักจานซึ่งเป็นอาหารริมทางคลาสสิกอย่างแท้จริง

8
งานมอเตอร์โชว์ The all-new, fully electric Audi S6 e-tron เปิดตัวแล้วในไทย ทรงพลังที่สุด ออปชันจัดเต็ม พละกำลัง 551 แรงม้า ด้วย 2 รุ่น คือ Avant และSportback ในราคา 5.899 ล้านบาท

อาวดี้ ประเทศไทย ยกระดับไปอีกขั้น ปูทางสู่ความสำเร็จด้วยกลยุทธ์ Product Offensive มุ่งมั่นที่จะนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีเอกลักษณ์และโดดเด่น ไม่ซ้ำใคร ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาดีไซน์ทันสมัย สมรรถนะการขับขี่ที่  เร้าใจ และการใช้งานที่ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ อาว้านท์ (Avant) ถือเป็นอีกหนึ่งไอคอนโมเดลที่ อาวดี้ ประเทศไทย เลือกเปิดเกมรุกตลาดรถยนต์พรีเมียม และตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด Performance Car ครั้งแรกที่อาวดี้ได้นำ Avant legacy รูปทรงที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นเอกลักษณ์ผสานกับสมรรถนะของรถไฟฟ้า e-tron ไอคอนโมเดลที่แฟนอาวดี้ทั่วโลกชื่นชอบ ครั้งนี้ถูกนำเสนอในรูปแบบรถ Performance ในตระกูล S model ถูกออกแบบและพัฒนาให้เป็น Avant ที่ทรงพลัง ขับสนุกและสมบูรณ์แบบที่สุด รถในสไตล์ Avant ได้รับความนิยมในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ถือเป็นรุ่นที่แฟนอาวดี้ทั่วโลกรอคอย พร้อมเปิดตัว 2 รุ่น คือ Audi S6 Avant e-tron quattro และ Audi S6 Sportback e-tron quattro

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron เป็นการนำเสนอไอคอนโมเดลในตระกูล Avant ที่ผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์กับสมรรถนะของรถไฟฟ้า e-tron ที่แฟนอาวดี้ทั่วโลกเฝ้ารอคอย โดยการเปิดตัวครั้งนี้อาวดี้ได้ยกระดับAvant ในตระกูล S model เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่แบบไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบที่สุด
 
Audi S6 Avant e-tron quattro โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์แห่ง Avant ดีไซน์เสา D ใหม่ ออกแบบให้มีความลาดเอียงมากขึ้น เส้นกรอบกระจกที่วิ่งยาวรอบตัวรถ เสริมมิติให้ตัวรถดูพุ่งทะยานและปราดเปรียวกว่าเดิม สะท้อนความเป็นPerformance Car เข้ากับลุคสปอร์ตพรีเมียมได้อย่างลงตัว Audi S6 Avant e-tron ยังมอบความอเนกประสงค์เหนือระดับด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ 1,422 ลิตร

Audi S6 Sportback e-tron quattro อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มองหาความพรีเมียมและความเร้าใจในทุกเส้นทาง ดีไซน์สปอร์ต 4 ประตู เน้นเส้นสายอันเฉียบคม ผสานดีไซน์ด้านท้ายที่ลาดเอียง ช่วยเสริมความสปอร์ตและความล้ำสมัยให้กับตัวรถ มาพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่กว้างขวางถึง 1,330 ลิตร ตอบโจทย์ทุกการขับขี่ พร้อมให้คุณสัมผัสความสะดวกสบายอันเหนือระดับ

การออกแบบที่ลงตัว

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron ตกแต่งภายนอกแบบ S model รอบคัน ด้วยสี matte aluminum สะท้อนความเป็นรถ Performance อย่างเต็มขั้น มาพร้อมล้อดีไซน์ใหม่ multi-spoke S ขนาด 21 นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดง


โดดเด่นด้วยไฟหน้า Matrix LED พร้อมเอฟเฟกต์ไฟ Digital light signatures หน้า-หลัง ที่ปรับเปลี่ยนดีไซน์ได้มากถึง 8 รูปแบบ เพิ่มความสปอร์ตด้วยไฟท้าย Digital OLED พร้อม taillight signatures ที่พาดยาวทั้งตัวรถด้านหลังและเสริมความล้ำสมัยด้วย Illuminated Audi rings โลโก้ไฟเรืองด้านหลังแบบ 2 มิติ

ภายในตกแต่งด้วย Carbon Square Structure พร้อมตกแต่งตราสัญลักษณ์ S ที่พวงมาลัย เบาะคู่หน้า และกาบประตูทั้ง 2 ฝั่ง มอบ DNA ความสปอร์ตตามแบบฉบับ S model

ที่สุดแห่งสมรรถนะ S model จากขุมพลังไฟฟ้า e-tron

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron ยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นแรกในรูปทรง Avant ที่ได้รับการพัฒนาโดยใช้แพลตฟอร์มไฟฟ้าระดับพรีเมียม (Premium Platform Electric – PPE) ตามมาตรฐานรถไฟฟ้าเจเนอเรชั่นใหม่จาก Audi ช่วยยกระดับการขับขี่ในทุกมิติ Audi S6 e-tron มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง ให้พละกำลังสูงสุดถึง 551 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 855 นิวตันเมตร สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.9 วินาที ให้สมรรถนะเทียบเคียงกับรถ High Performance อย่าง Audi RS 6 Avant performance ที่ต่างกันแค่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ทำความเร็วสูงสุด 240 กม. / ชม. มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น ด้วยช่วงล่างถุงลมแบบสปอร์ต Adaptive S air suspension ที่ออกแบบพิเศษเพื่อให้เหมาะกับสมรรถนะของ S model สามารถปรับสมดุลระหว่างความนุ่มนวลและไดนามิกได้ตามต้องการ ทำงานคู่กับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ e-quattro มอบการตอบสนองที่ดียิ่งขึ้นและการขับขี่ที่สนุกมั่นใจยิ่งกว่าเดิม

Audi S6 e-tron ให้ระยะการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้ไกลถึง 647 กิโลเมตร (WLTP) ในรูปทรง Avant และ 675 กิโลเมตร (WLTP) ในรูปทรง Sportback พร้อมรองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 270 kW ด้วยกระแสไฟ DC โดยใช้เวลาเพียง 21 นาที ในการชาร์จจาก 10-80% พร้อมออกเดินทางได้อย่างรวดเร็ว
 
ครบครันด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยเพื่อตอบสนองการใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

Audi ออกแบบเทคโนโลยีฟังก์ชันเพื่อตอบสนองการใช้งานได้อย่างสะดวกสบายสูงสุด รวมถึงการใช้วัสดุที่พรีเมียมทั้งผิวสัมผัสและการออกแบบที่ทันสมัย โดยมีจุดเด่น ดังนี้
Switchable Panoramic Glass Roof หลังคากระจกพาโนรามิคที่สามารถปรับการใช้งานได้มากถึง 6 รูปแบบ พร้อม UV Sunscreen เพื่อป้องกันแสงแดดและรังสียูวี

เบาะคู่หน้าแบบสปอร์ต ตกแต่งด้วยลาย Waterfall stitching และสัญลักษณ์ S มาพร้อมระบบปรับไฟฟ้าและฟังก์ชันบันทึกตำแหน่งสำหรับผู้ขับขี่
มอบความเอ็กซ์คลูซีฟภายในห้องโดยสารด้วย Dynamic interaction light ที่แสดงเอฟเฟกต์ไฟตามการ  ขับขี่ เช่น การเปิดไฟเลี้ยว และแสดงระดับแบตเตอรี่ขณะชาร์จ
Smart Door Panel แผงควบคุมอัจฉริยะที่ประตูข้างคนขับ จุดศูนย์รวมของฟังก์ชันสำคัญต่างๆ ในรถ
ระบบเครื่องเสียงพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ รายล้อมด้วยลำโพง 17 ตำแหน่ง

หน้าจอ Curved MMI Panoramic Display ที่โค้งเข้าหาผู้ขับขี่ เพื่อการใช้งานที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น มาพร้อม Audi virtual cockpit plus ขนาด 11.9 นิ้ว หน้าจอระบบสัมผัส MMI touch display ขนาด 14.5 นิ้ว และ MMI front passenger display ขนาด 10.9 นิ้ว มอบความเพลิดเพลินให้ผู้โดยสารตลอดการเดินทาง

Augmented Reality Head-Up Display ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้าแบบเสมือนจริง เช่น ระบบช่วยขับขี่ ระบบนำทาง และสัญญาณเตือนต่างๆ โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน อีกทั้งยังสามารถปรับตำแหน่งของภาพให้เหมาะสมกับมุมมองของผู้ขับขี่ได้ตามต้องการ

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังแบบสปอร์ต ดีไซน์ตัดบนและตัดล่าง พร้อม Paddle shift และตราสัญลักษณ์ S
ฝากระโปรงหน้ามาพร้อมระบบเปิดอัตโนมัติแบบ Gesture Control เพียงปัดมือผ่านฝากระโปรงหน้าเหนือโลโก้ Audi rings

ช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้า (Frunk) ขนาด 27 ลิตร
Projection Light ไฟแสดงตำแหน่งสำหรับการเตะเปิด-ปิดฝาท้ายแบบอัตโนมัติ
ระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ และระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยและครบครัน
ระบบควบคุมความเร็วแปรผันและรักษาระยะห่างด้านหน้า (Adaptive cruise control with Stop&Go function)
ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุแบบด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง (Proactive occupant protection, front side and rear)
แจ้งเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (Front emergency brake assist)
ระบบช่วยหักเลี้ยวพวงมาลัยในกรณีฉุกเฉิน (Swerve assist)
ระบบช่วยเบรกเมื่อเลี้ยวรถที่ทางแยก (Turn assist)
ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านหน้ารถเมื่ออยู่ทางแยก (Front cross traffic assist)
ระบบแจ้งเตือนระยะห่างจากรถคันหน้า (Distance warning)
ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง (Rear cross-traffic assist)
ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาเมื่อเปลี่ยนเลน (Lane change warning)
ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (Lane departure warning)
ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถ เมื่อจะเปิดประตูลงจากรถ (Exit warning)
ระบบเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Fatigue warning)
กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (360-degree cameras)
ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ (Park assist plus)

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron สุดยอดยนตรกรรมที่ผสมผสานความลงตัวและความสมบูรณ์แบบ ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Avant สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะของ Audi ควบคู่กับสมรรถนะอันทรงพลังของเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า e-tron เต็มเปี่ยมไปด้วย DNA จาก Audi Sport เสริมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้อย่างครบครัน อีกทั้งยังมี Body type แบบ Sportback อีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบสไตล์สปอร์ตที่โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น เปิดให้จองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมอาวดี้ ทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวในราคา
Audi S6 Avant e-tron quattro เปิดตัวในราคา 5,899,000 บาท
Audi S6 Sportback e-tron quattro เปิดตัวในราคา 5,899,000 บาท

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี
Malpelo blue, metallic (สีใหม่)
Siam beige, metallic
Glacier white, metallic
Mythos black, metallic
Plasma blue, metallic
Daytona grey, pearl effect*

 (*สีพิเศษเพิ่มเติมจากราคามาตรฐาน 50,000 บาท ซึ่งราคาข้างต้นได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)

9
motor expo 2025 New Mazda MX-5 35th Anniversary Edition รถสปอร์ตโรดสเตอร์ รุ่นลิมิเต็ด ฉลองครบรอบ 35 ปี ในราคา 3.069 ล้านบาท

มาสด้า แนะนำรถสปอร์ตโรดสเตอร์แบรนด์ไอคอนเจ้าของตำนานความสนุกสนานในการขับขี่ New Mazda MX-5 35th Anniversary Edition ที่ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ของ MX-5 ได้รับการตกแต่งอย่างประณีต มอบความสปอร์ตสไตล์คลาสสิก แฝงด้วยความสปอร์ตทุกรายละเอียด มาพร้อมความพิเศษกับสีภายนอก Artisan Red Premium เอกสิทธิ์เฉพาะมาสด้า ภายในตกแต่งด้วยหนังสีพิเศษ Sports Tan สะท้อนความพิเศษยิ่งขึ้นด้วยสัญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary Edition พร้อม Serial number บ่งบอกความพิเศษที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัด วางราคาจำหน่าย 3,069,000 บาท และแคมเปญพิเศษช่วงเปิดตัว ฟรีประกันชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance และฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี หรือ Mazda Ultimate Service พร้อมเปิดโอกาสให้แฟนพันธุ์แท้ชาวไทยจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้า MX-5 คือรถสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุนหลังคาไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเบา เจ้าของตำนานความสนุกสนานในการขับขี่ แบรนด์ไอคอนของมาสด้าที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั่วโลก โดยมาสด้า MX-5 เจนเนอเรชั่นแรก เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2532 ในงาน Chicago Auto Show ด้วยการเป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์น้ำหนักเบา ถือเป็นแบรนด์รถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคนั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 เจนเนอเรชั่นที่สองก็ได้ถูกเปิดตัว สร้างชื่อเสียงกระหึ่มไปทั่วโลกจนได้รับการบันทึกลงในหนังสือ Guinness World Records ให้เป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์แบบสองที่นั่งที่ขายดีที่สุดในโลก ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 MX-5 เจนเนอเรชั่นที่สามก็ได้เปิดตัวขึ้น และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โรดสเตอร์ที่มาพร้อมหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ด้วยระบบไฟฟ้าที่เร็วที่สุดในโลกเพียง 13 วินาที จนกระทั่งในปี 2558 จนถึงปัจจุบัน MX-5 เจนเนอเรชั่นที่สี่ ได้มีการพลิกโฉมอีกครั้ง โดยมาพร้อมกับดีไซน์ที่เฉียบคมและพริ้วไหว ตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ทำให้ได้ภาพลักษณ์ที่มีความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวอย่างชัดเจน และยังคงสร้างกระแสความนิยมในกลุ่มแฟน ๆ อย่างไม่เสื่อมคลาย ทำให้การผลิตในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 1.2 ล้าน คันทั่วโลก

“การแนะนำ New Mazda MX-5 รุ่นพิเศษครบรอบ 35 ปี ครั้งนี้ ถือเป็นการร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อม ๆ กับแฟนมาสด้าทั่วโลก นับตั้งแต่รถรุ่นนี้ได้เปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรก และยังคงเป็นรถในเจนเนอเรชั่นที่สี่ ที่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของความเป็นสปอร์ตโรดสเตอร์ยอดนิยมของมาสด้าไว้อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบที่พรีเมี่ยมสง่างาม ขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา มีไดนามิกในการขับขี่ที่ดี พร้อมการควบคุมที่แม่นยำ มาพร้อมกับเครื่องยนต์วางหน้า และขับเคลื่อนล้อหลัง กระจายน้ำหนักหน้า-หลังแบบ 50:50 มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ พัฒนาโดยยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ตามปรัชญา จินบะ-อิไต โดยผลิตจำนวนจำกัดเพื่อให้แฟน ๆ ทั่วโลก และนักสะสมชาวไทยได้ครอบครอง เชื่อว่ารถรุ่นนี้จะเป็นรถอีกโมเดลที่จะมาสร้างความสนุกสนานในการขับขี่ ทำให้แฟน ๆ สปอร์ตโรดสเตอร์ได้ภูมิใจที่ได้ครอบครองอย่างแน่นอน“ นายธีร์ กล่าว

Mazda MX-5 รุ่นพิเศษ ครบรอบ 35 ปี ได้รับการตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์เพื่อถ่ายทอดความพิเศษในทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น สีภายนอกพิเศษ Artisan Red Premium ที่ได้รับผสมผสานตามแนวทาง ทาคุมิ-นูริ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการพ่นสีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า โดยเน้นแสงเงาและความมีมิติ ช่วยเพิ่มความสวยงามของตัวถังภายนอกให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

พร้อมความพิเศษด้วยสัญญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary Edition พร้อม Serial Number ที่บริเวณด้านข้างตัวถัง บ่งบอกถึงความพิเศษที่มีจำนวนจำกัด รวมถึงหลังคาหลังคาแข็งที่สามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า และกระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ พร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สี Bright ที่ถ่ายทอดภาพลักษณ์สปอร์ตพรีเมี่ยมและความพิเศษได้อย่างมีเอกลักษณ์

ภายในห้องโดยสารของ New Mazda MX-5 รุ่นพิเศษ ครบรอบ 35 ปี มาพร้อมความสปอร์ตพรีเมี่ยมที่พิเศษแตกต่างจากรุ่นปกติ ด้วยเบาะหุ้มหนังสีพิเศษ Sports Tan พร้อมสัญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary Edition ที่บริเวณพนักพิงศีรษะ เบาะนั่ง และพรมปูพื้นห้องโดยสาร

มาพร้อมพวงมาลัย หัวเกียร์ และเบรกมือหุ้มหนังสีดำ พร้อมด้ายสีพิเศษ Sports Tan กรอบช่องแอร์ตกแต่งด้วยสีพิเศษ Artisan Red Premium แผงคอนโซลและแผงประตูหุ้มด้วยหนังสีพิเศษ Sports Tan มอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ ด้วย Apple CarPlay® และ Mazda Connect ที่สามารถแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display ขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมมอบสุนทรียภาพในการขับขี่ด้วยระบบเสียงคุณภาพ Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพงถึง 9 ตำแหน่ง

New Mazda MX-5 รุ่นพิเศษ ครบรอบ 35 ปี ยังคงเอกลักษณ์ของมาสด้าด้านความสนุกสนานในการขับขี่ไว้อย่างเต็มเปี่ยม ตามหลักปรัชญา จินบะ-อิไต (Jinba-Ittai) ที่ถ่ายทอดความรู้สึกความเป็นหนึ่งอันเดียวกันระหว่างคนกับรถ มาพร้อมเครื่องยนต์ SKYACTIV-G 2.0 เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้สมรรถนะความแรงสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 205 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมี่ยมอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัยคู่หน้าและด้านข้าง ระบบสัญญาณเตือนกันขโมย และระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด นอกจากนั้น รถรุ่นนี้ยังมาพร้อม ระบบความปลอดภัยสุดล้ำ i-Activsense มากมายหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็น
ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps)
ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ แบบ Advance (Advanced Smart Brake Support)
ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse)
ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)
ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support- Rear Crossing)

New Mazda MX-5 35th Anniversary Edition มาพร้อมสีภายนอก Artisan Red Premium โดยวางราคาจำหน่ายที่ 3,069,000 บาท พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับแฟน ๆ MX-5 ที่สนใจร่วมเป็นหนึ่งกับความภาคภูมิใจไปพร้อมกับแฟนมาสด้าทั่วโลกที่จะได้ครอบครองรถสปอร์ตโรดสเตอร์รุ่นพิเศษนี้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ

รายการตกแต่งพิเศษใน New Mazda MX-5 รุ่นพิเศษ ครบรอบ 35 ปี
1    พวงมาลัย หัวเกียร์ และเบรค มือหุ้มหนัง พร้อมด้ายสีพิเศษ Sports Tan
2    เบาะหนังหุ้มด้วยหนังสีพิเศษ Sports Tan พร้อมสัญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary
3    กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ (สีแดง อาร์ทิซาน เรด)
4    กรอบช่องแอร์ตกแต่งด้วยสีพิเศษ (สีแดง อาร์ทิซาน เรด)
5    แผงคอนโซล และแผงประตูหุ้มด้วยหนังสีพิเศษ Sports Tan
6    ล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว สี Bright ใหม่
7    สัญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary Edition พร้อม Serial Number
8    พรมปูพื้นห้องโดยสาร พร้อมสัญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary Edition
9    สีภายนอก สีพิเศษ Artisan Red Premium
10    หลังคา Hardtop

10
ชุดปฏิบัติธรรม ชุดแม่ชี เราเป็น โรงงานผลิตโดยตรง
ตัดเย็บปราณีต ทรงสวย เรียบหรู ดูสง่างดงาม
ผลิตจาก ผ้าฝ้ายแท้ 100% เกรดพรีเมียม

ชุดปฏิบัติธรรม ชุดขาวไปวัด ชุดแม่ชี
– ราคาแยกรายชิ้น –
ทอย้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมชั้นดี
พร้อมส่งทุกไซส์
(กรณีสั่งตัดไซส์พิเศษ รอผลิต 7-10 วัน)
จัดส่งฟรี‼ เมื่อลูกค้าโอนชำระ
มีบริการเก็บเงินปลายทาง (+ตัวละ 10.-)

รับตัดชุดขาวไซส์ใหญ่พิเศษ
หมดกังวล หาไซส์ไม่ได้ ทางร้านเป็นโรงงานผลิตโดยตรง
สามารถสั่งตัดชุดได้ตามความต้องการ รอผลิต 7-10 วันทำการ

ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ

สัมผัสประสบการณ์ใหม่
จากผ้าฝ้ายแท้ 100%
 นุ่มสบาย ไม่ร้อน ไม่ระคายคือง
ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรเนื้อผ้า
การตัดเย็บ รวมไปถึงการจัดส่งแบบปกติ
และจัดส่งเร่งด่วน (Kerry EMS Grab)

ชุดขาวปฎิบัติธรรม ชุดขาวหญิง ชุดแม่ชี คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด

ชุดปฎิบัติธรรมชาย คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด


ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ


11
ปล่อยรถป้ายแดง Mazda CX-30 2.0 SP ไมล์น้อย พร้อมฟรี ประกันชั้น 1

มาสด้า Mazda-CX-30 2.0 SP-ปี 2022
MAZDA CX-30 รุ่น 2.0 SP มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร มีดีไซน์ที่โดดเด่นเหนือระดับรวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยระดับพรีเมี่ยม อาทิ หลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า, ระบบเสียง BOSE® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง , ระบบแสดงภาพ 360 องศารอบทิศทาง และระบบ i-Activsense มากถึง 11 ระบบ ยังคงเป็นรุ่นที่เน้นความสมบูรณ์แบบมอบความพรีเมี่ยมและความปลอดภัยเหนือกว่ารถในระดับเดียวกันมากที่สุด

หมายเหตุ : รายละเอียดของรถยนตอ์าจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

รถผู้บริหาร รถทดลองขับ ไมล์น้อย ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ

โปรโมชั่นพิเศษ
ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2567 - 31 มี.ค. 2568
พิเศษสำหรับลูกค้า Checkraka รับส่วนลดเพิ่ม 20,000 บาท
พร้อมฟรี ประกันชั้น 1, ฟิล์มกรองแสงเซรามิค

ราคาพิเศษ 999,000 บาท

สนใจสอบถา มรายละเอียดกดลิ้ง https://www.checkraka.com/flashdeal/car

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์            Mazda
   รุ่น                 มาสด้า Mazda-CX-30 2.0 SP-ปี 2022
   ประเภทรถ        รถอเนกประสงค์ SUV
   ปีที่เปิดตัว         2022



12
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น
•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
“NEWTECH INSULATION” ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
เรา
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
“เพราะเรา…เข้าใจเรื่องเสียง”

สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: contact@newtechinsulation.com
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/


13
จัดฟันบางนา: เหงือกอักเสบ กวนใจทำชีวิตยุ่งยาก

หลายๆคนคงเคยประสบปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพเหงือกและฟัน ซึ่งถือว่าเป็นปัญหากวนใจและไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัญหาเล็กๆน้อยๆภายในช่องปากของเรา สามารถบ่งบอกถึงปัญหาใหญ่ที่กำลังจะตามมาได้ ดังนั้นเราทุกคนต้องคอยดูแลเอาใจใส่สุขภาพช่องปากและฟันให้ดี เพราะการที่เรามีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี ก็จะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข ทำให้เรามีความมั่นใจเมื่อต้องพบปะผู้คน เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีวิธีการดูแลรักษาความสะอาดช่องปากและฟันอย่างถูกต้อง เพื่อให้เรามีสุขภาพฟันที่แข็งแรง มีรอยยิ้มที่มั่นใจ สดใส


ซึ่งวันนี้ทาง คลินิกเราจะมาพูดถึงเรื่องของปัญหาสุขภาพเหงือกที่หลายๆคนอาจจะพบเจอและทำให้เป็นปัญหาที่กวนใจเป็นอย่างมาก ทั้งยังทำให้เรารับประทานอาหารได้ไม่เต็มที่ นั่นก็คือ อาการหงือกอักเสบหรือเหงือกบวม ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างถึงสุขภาพช่องปากและฟันที่เราจะต้องระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ อาหารเหงือกบวมนั้น เป็นอาการที่เหงือกมีลักษณะบวมโตเป็นสีแดงก่ำเข้มกว่าปกติ มักเกิดขึ้นบริเวณรากฟัน เมื่อเหงือกบวมมักทำให้มีอาการปวด ระคายเคือง หรือเสียวฟัน รวมทั้งอาจมีเลือดออกได้ง่ายในขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน ในบางครั้งอาจมีอาการเหงือกบวมจนบังหรือปกคลุมฟันในบริเวณนั้น ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ

ก่อนจะมาพูดถึงสาเหตุของอาการเหงือกบวม เรามารู้จักกับ “เหงือก” ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญที่อยู่ภายในช่องปากของเราก่อนว่า ทำหน้าที่อะไร สำหรับเหงือกนั้น เป็นอวัยวะสำคัญที่อยู่บริเวณรากฟัน เป็นเนื้อเยื่อหนาสีชมพูและเต็มไปด้วยเส้นเลือดภายในที่ครอบกระดูกขากรรไกรไว้ เมื่อเหงือกบวมโตผิดปกติ อาจเกิดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อและอวัยวะอื่นๆ ดังนั้น เราควรสังเกตอาการเหงือกบวม แล้วหาทางรักษาบรรเทาอาการ หรือไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา โดยไม่ปล่อยให้อาการนั้นลุกลามหรือเรื้อรัง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงต่อไปได้นั่นเอง


ซึ่งอาการเหงือกบวม จะมีอาการที่เหงือกขยายใหญ่ บวมโตขึ้น อาจนูนออกมาเป็นบางส่วน เหงือกที่บวมเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเข้มกว่าปกติ บางครั้งมีอาการปวด ระคายเคือง หรือเสียวฟันร่วมด้วย มีเลือดออกได้ง่ายในขณะแปรงฟัน หรือใช้ไหมขัดฟัน ซึ่งอาการที่กล่าวมานั้น หากเกิดขึ้นแล้ว จะสร้างความเจ็บปวดบริเวณเหงือก ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อาจจะให้เราสามารถบดเคี้ยวอาหารได้ลำบากมากยิ่งขึ้น อาจจะทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร เนื่องจากมีความเจ็บปวดทำให้ไม่อยากรับประทานอาหาร ดังนั้นหากเกิดอาหารที่กล่าวมาควรรรีบปรึกษาทันตแพทย์เพื่อทำการรักษา เพราะถ้าหากปล่อยไว้อาจจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา


สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเหงือกอักเสบ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ของอาการเหงือกบวมเกิดจากปัญหาเหงือกอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่รักษาสุขภาพฟันให้ดี ทำให้มีคราบพลัคจากแบคทีเรียและเศษอาหารก่อตัวขึ้นปกคลุมเนื้อฟัน เมื่อคราบก่อตัวเป็นเวลานานจะกลายเป็นหินปูนหนาที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้ด้วยการแปรงฟันเพียงอย่างเดียว คราบที่สะสมเหล่านี้อาจทำให้เหงือกอักเสบและมีอาการบวมได้ หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา และอาจจะทำให้นำไปสู่การสูญเสียฟันและเกิดปัญหาสุขภาพช่องปากที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้สาเหตุจากการติดเชื้อ เชื้อราหรือเชื้อไวรัสสามารถเป็นเหตุทำให้เหงือกบวมได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น การเป็นโรคเริมในช่องปากชนิดเฉียบพลันซึ่งเป็นการติดเชื้อไวรัส ทำให้มีแผลในช่องปาก ริมฝีปาก และเหงือกบวมได้


อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเหงือกบวม เนื่องจากร่างกายได้รับโภชนาการที่ไม่เหมาะสมซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และบำรุงสุขภาพเหงือกและฟัน โดยเฉพาะการขาดวิตามิน C อาจทำให้ป่วยด้วยโรคลักปิดลักเปิด ทำให้มีเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคเหงือกและภาวะโลหิตจางตามมาด้วย ทางคลินิกเราให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพช่องปากและฟัน ด้วยการแปรงฟันให้สะอาด เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพช่องปากและฟัน และหมั่นเข้ารับการตรวจสุขภาพฟันประจำปี เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคภายในช่องปาก

14
โรงงานไม่ติดฉนวนกันความร้อนหลังคา เสี่ยงเจอปัญหาอะไรบ้าง

เมื่อพูดถึง ฉนวนกันความร้อน สำหรับโรงงานแล้วนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะโฟกัสไปที่ฉนวนกันความร้อนเครื่องจักร ห้องควบคุมที่ปล่อยอุณหภูมิสูง หรือไม่ก็ฉนวนสำหรับระบบปรับอากาศภายในโรงงาน แต่จุดหนึ่งที่หลาย ๆ คนมักมองข้ามกันไปก็คือ “หลังคาโรงงาน” ที่จัดเป็นบริเวณที่ต้องการฉนวนกันความร้อนไม่แพ้จุดอื่น ๆ

เนื่องจากรับแสงแดดและความร้อนจากดวงอาทิตย์ตลอดทั้งวัน จึงทำให้หากไม่มีฉนวนในจุดนี้ ความร้อนจะทะลุผ่านเข้ามาในโรงงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งการไม่มีฉนวนกันความร้อนบริเวณหลังคาโรงงานนั้น จะเสี่ยงทำให้ผู้ประกอบการต้องเจอกับปัญหากวนใจหลายประการ ดังต่อไปนี้


1.ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น

ยิ่งมีความร้อนสะสมเข้ามาภายในโรงงานเป็นจำนวนมากเท่าไร ยิ่งอุณหภูมิภายในพื้นที่โรงงานสูงมากขึ้น ระบบปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรทุกอย่างภายในโงงานจะต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งแม้ทุกคนจะสัมผัสไม่ได้ถึงความร้อนที่สะสมเข้ามา แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง กลับกันเลยที่พลังงานจะถูกรีดออกมาใช้อย่างมหาศาล ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวแบบไม่รู้ตัว จนสุดท้ายแล้วยิ่งปล่อยนานวันไปในระยะยาวต้นทุนในกระบวนการผลิตของโรงงานจะยิ่งสูงขึ้น กำไรจะยิ่งหดหายไปจนถึงขั้นทำอาจขาดทุนแบบไม่รู้ตัวเลยก็ได้


2.เครื่องจักรเสี่ยงชำรุดเร็วขึ้น

เมื่อความร้อนสะสมภายในโรงงานมากขึ้น เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบปรับอากาศทั้งหมดภายในโรงงานทำงานหนักขึ้นแล้วนั้น จะไม่ใช่เพียงแค่ทำให้โรงงานเปลืองไฟมากขึ้นอย่างเดียว แต่จะเป็นการเร่งอายุการใช้งานของทุกอุปกรณ์ภายในโรงงานให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเมื่อมีอุปกรณ์ใดหนึ่งเสียหายแล้ว แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม บำรุงหรือเปลี่ยนใหม่จะตามมาด้วยเรื่อย ๆ

ซึ่งสิ่งที่อันตรายที่สุดคือ หากเครื่องจักรในกระบวนการผลิตสำคัญเกิดความเสียหายขึ้นล่ะก็ จะไม่เพียงแค่ค่าซ่อมเท่านั้นที่ต้องจ่าย แต่อาจทำให้การผลิตสินค้าของโรงงานล่าช้า ส่งมอบไม่ทันกำหนด จนสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้าไปได้ หรืออาจจะต้องเสียค่าปรับจำนวนมหาศาลที่ประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว


3.พนักงานทำงานไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ

ขนาดเครื่องจักรที่เป็นเหล็กแกร่งเจอความร้อนสะสมเข้าไปมาก ๆ ยังขัดข้องหยุดทำงานได้ นับประสาอะไรกับร่างกายและจิตใจพนักงานที่หากต้องทนทำงานภายใต้อุณหภูมิความร้อนสะสมที่สูงแล้ว แน่นอนว่าความเหนื่อยล้า หงุดหงิดจะต้องมีเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งเมื่อสภาพร่างกายและจิตใจของพนักงานไม่พร้อม ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะด้อยลง

ซึ่งสำคัญและอันตรายไปกว่านั้นก็คือ อุบัติเหตุจะเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น ทั้งความเสียหายต่อกระบวนการผลิต และความเสียหายต่อร่างกาย สุขภาพของพนักงานเองด้วย ซึ่งทุกความเสียหายนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย แต่จะซ้ำร้ายที่สุดถ้าพนักงานบาดเจ็บ ประสบอุบัติเหตุแล้วนำไปสู่การตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการไม่ได้ควบคุมอุณหภูมิภายในพื้นที่ปฏิบัติงานให้เหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนด ก็จะกลายเป็นคดีความฟ้องร้องใหญ่โตตามมาได้ ซึ่งหากเรื่องราวบานปลายไปจนถึงจุดนั้น สิ่งที่โรงงานจะต้องสูญเสียก็จะไม่ใช่แค่ค่าเสียหายจากค่าปรับอย่างเดียว แต่ความเชื่อถือเชื่อมั่นที่ลูกค้าเคยมีก็จะถูกทำลายลงไปด้วย ซึ่งไม่สามารถประเมินความเสียหายได้เลย

15
หมอประจำบ้าน: มะเร็งช่องปาก (Oral Cancer)

มะเร็งช่องปาก (Oral Cancer) เป็นเนื้อร้ายที่เกิดและพัฒนาขึ้นในส่วนใดก็ตามที่อยู่ในช่องปาก โดยเซลล์มะเร็งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งที่บริเวณริมฝีปาก ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม เพดานปาก หรือพื้นปาก ในกรณีที่พบได้น้อย เซลล์มะเร็งยังสามารถเกิดขึ้นได้ที่ทอนซิลด้านหลังช่องปาก ซึ่งเป็นต่อมผลิตน้ำลาย รวมถึงในบริเวณช่องคอที่เชื่อมต่อระหว่างปากกับหลอดลมหรือคอหอย

ทั้งนี้มะเร็งช่องปากคือหนึ่งในกลุ่มมะเร็งในระบบศีรษะและลำคอ (Head and Neck Cancers) ซึ่งการรักษามะเร็งช่องปากอาจคล้ายกับการรักษามะเร็งชนิดอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันนี้

อาการของมะเร็งช่องปาก

หากผู้ป่วยพบว่าในช่องปากบริเวณกระพุ้งแก้มหรือลิ้นมีปื้นสีขาวหรือแดงปรากฏขึ้นเป็นรอยอยู่นาน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงระยะเริ่มต้นของโรคมะเร็งช่องปาก ดังนั้นหากพบอาการดังกล่าว ผู้ป่วยควรรีบตรวจหาสาเหตุของอาการ อย่างไรก็ตามอาการอื่น ๆ ที่อาจพบได้ในผู้ป่วยมะเร็งช่องปากนั้นประกอบด้วย

    ภายในช่องปากปรากฏรอยสีขาวคล้ายกำมะหยี่ แดง หรือรอยด่างสีแดงขาว
    ที่บริเวณริมฝีปาก เหงือก ลิ้น หรือส่วนอื่น ๆ ในช่องปาก เกิดอาการบวม มีตุ่ม ก้อนเนื้อ หรือมีแผลเกิดขึ้น
    พบว่ามีเลือดไหลในช่องปากโดยไม่ทราบสาเหตุ
    รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างติดอยู่ภายในลำคอ
    พบว่าที่บริเวณใบหน้า ปาก หรือลำคอ มีอาการด้านชาไร้ความรู้สึก หรือมีอาการเจ็บปวดเกิดขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ มีเลือดออกง่ายในช่องปาก อาการเหล่านี้ ไม่หายภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์
    เกิดการเปลี่ยนแปลงของตัวฟัน การสบฟัน หรือการเคี้ยว
    อาการเจ็บคอเรื้อรัง รวมทั้งเสียงเปลี่ยน และเสียงแหบ
    เจ็บที่หู
    มีปัญหาในการเคี้ยวหรือกลืนอาหาร รวมไปถึงการพูดคุยและการเคลื่อนไหวของกรามหรือลิ้น
    น้ำหนักลดอย่างมาก


สาเหตุของมะเร็งช่องปาก

มะเร็งช่องปากเกิดขึ้นจากความผิดปกติของการพัฒนาเซลล์ในช่องปากจนเกิดการกลายพันธ์ุในระดับพันธุกรรม ซึ่งทั่วไปแล้วจะเริ่มต้นจากเซลล์ปกติชนิดสะความัส (Squamous Cells) ที่พบได้มากในช่องปากและริมฝีปาก กลายมาเป็นเซลล์มะเร็งสะความัสในที่สุด (Squamous Cell Carcinomas) การกลายพันธุ์ของเซลล์จนเกิดเป็นเซลล์มะเร็งนี้จะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดเซลล์มะเร็งในช่องปากอาจกลายสภาพเป็นเนื้อร้ายและท้ายที่สุดก็แพร่กระจายสู่ส่วนอื่น ๆ เช่น บริเวณศีรษะ หรือลำคอ แม้ว่าการกลายพันธุ์ของเซลล์ดังกล่าวยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีสาเหตุเกิดขึ้นมาจากอะไร แต่พบว่ามีปัจจัยบางประการที่สามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเพิ่มโอกาสในการเกิดมะเร็งช่องปากได้ ดังนี้

    การสูบบุหรี่ ซิการ์ หรือไปป์ สามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดเซลล์มะเร็งมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 6 เท่า
    การบริโภคยาสูบผ่านการเคี้ยว การสูดดม หรือการจุ่ม อาจก่อให้เกิดการพัฒนาเซลล์มะเร็งที่บริเวณเหงือก แก้ม หรือริมฝีปาก มากถึง 50 เท่า
    ในครอบครัวมีประวัติสมาชิกที่เคยเป็นมะเร็งมาก่อน
    การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินควร พบว่าผู้ที่ดื่มมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ 6 เท่า
    การได้รับแสงอาทิตย์มากจนเกินไป โดยเฉพาะในวัยเด็ก
    โรคติดเชื้อเอชพีวี (Human Papillomavirus) เป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งที่อวัยวะเพศชาย โดยเชื้อเอชพีวีมีด้วยกันหลากหลายชนิด สำหรับชนิดที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งศีรษะและลำคอมากที่สุด คือ เอชพีวี 16 ทั้งนี้เชื้อเอชพีวีสามารถติดต่อส่งผ่านกันด้วยการสัมผัสของบาดแผลกับบริเวณที่มีเชื้อ ตลอดจนการมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางปาก ช่องคลอด และทวารหนัก


การวินิจฉัยมะเร็งช่องปาก

มะเร็งช่องปากสามารถวินิจฉัยได้ด้วยกาตรวจสุขภาพจากแพทย์ รวมถึงการพูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ด้านศัลยกรรมช่องปากและใบหน้าขากรรไกร ทั้งนี้กระบวนการทดสอบอาจทำได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้


การวินิจฉัยโดยการตัดชิ้นเนื้อตรวจ

การตัดชิ้นเนื้อตรวจ (Biopsy) เป็นวิธีการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อค้นหาเซลล์มะเร็งโดยการส่องกล้องจุลทรรศน์ตรวจดูสภาพของเซลล์ว่ามีการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งหรือไม่ และระบุประเภทชนิดความผิดปกติของเซลล์นั้น ๆ ด้วย สำหรับวิธีการตัดชิ้นเนื้อตรวจจะประกอบด้วย

    การตัดชิ้นเนื้อเพียงบางส่วนแบบ Incision Biopsy โดยเริ่มจากการใช้ยาชาเฉพาะที่ในบริเวณที่สามารถทำได้ง่าย เช่น ที่ลิ้นหรือส่วนอื่นของช่องปาก แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ และคีบด้วยแหนบภายหลังจากที่ยาชาออกฤทธิ์ ในบางกรณีอาจมีการเย็บปิดแผลด้วยไหมละลาย ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดเล็กน้อยหลังจากการตัดชิ้นเนื้อตรวจ ส่วนการตัดชิ้นเนื้อแบบ Punch Biopsy จะเป็นการตัดชิ้นเนื้อที่เล็กกว่าและไม่ต้องใช้การเย็บปิดแผลแต่อย่างใด
    หัตถการเจาะดูดด้วยเข็มเล็ก (FNAC) มีลักษณะคล้ายกับการตรวจเลือด และมักจะใช้เมื่อพบว่ามีการบวมโตของลำคอของผู้ป่วย การเจาะตรวจชิ้นเนื้อด้วยวิธีนี้มักจะทำพร้อมกันกับการตรวจอัลตราซาวด์ที่ลำคอ แพทย์จะใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมากดึงเอาตัวอย่างเซลล์และของเหลวออกมาจากก้อนเนื้อเพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็ง
    การใช้กล้องส่องตรวจในโพรงจมูก (Nasendoscopy) เป็นวิธีการที่ใช้เมื่อเซลล์ต้องสงสัยอยู่ในบริเวณจมูก ลำคอ (คอหอย) หรือกล่องเสียง อาจมีการฉีดยาชาเฉพาะที่เข้าในโพรงจมูกและลำคอเพื่อลดความรู้สึกไม่สบายขณะการส่องกล้องที่ใช้เวลาราว 30 นาที โดยกล้องมีลักษณะบาง ยาว และมีไฟฉายติดเพื่อใช้ในการส่องสำรวจในรูจมูกและลำคอของผู้ป่วย ซึ่งในบางกรณีแพทย์อาจฉายภาพจากกล้องขึ้นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ผู้ป่วยเห็นไปพร้อม ๆ กัน
    การส่องกระจกดูกล่องเสียงในคอ (Indirect LPharyngoscopy) และการใช้กล้องส่องตรวจกล่องเสียง (Laryngoscopy) โดยแพทย์อาจใช้ยาชาพ่นที่บริเวณต้องการตรวจ ก่อนจะใช้กระจกขนาดเล็กวางที่ส่วนหลังในปากผู้ป่วยเพื่อส่องตรวจโคนลิ้น ลำคอ และกล่องเสียง
    การส่องกล้องตรวจกล่องเสียงโดยตรง (Direct LPharyngoscopy) แพทย์อาจมีการพ่นยาชา ก่อนจะสอดกล้องนำแสงใยแก้วที่มีความยืดหยุ่นเข้าภายในช่องปากหรือจมูกยังบริเวณที่ไม่สามารถใช้กระจกสะท้อนดูได้ง่าย ๆ เช่น บริเวณหลังโพรงจมูกและกล่องเสียง
    การส่องกล้องแบบแพนเอนโดสโคป (Panendoscopy) มักใช้หลังจากการวางยาสลบ การส่องกล้องแบบดังกล่าวใช้ในการสำรวจบริเวณเดียวกับการส่องกล้องตรวจในโพรงจมูก และทำการส่องผ่านจมูกหรือช่องปากเพื่อตรวจบริเวณกล่องเสียง หลอดอาหาร รวมทั้งหลอดลม


การวินิจฉัยโดยการทดสอบแบบอื่น ๆ

การวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ทำได้จากการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคมะเร็งนั้นจำเป็นต้องทราบว่าในกรณีของผู้ป่วยนั้นมีความรุนแรงของโรคอยู่ที่ระยะใด โดยการตรวจหาระยะมะเร็งสามารถทำได้จากการตรวจดูการแพร่กระจายของเนื้อเยื่อรอบบริเวณมะเร็งแรก เช่น บริเวณผิวหนังหรือกราม รวมทั้งการตรวจดูการแพร่กระจายที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรสแกนตรวจทั้งร่างกายเพื่อตรวจหาว่าเซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ  อีกหรือไม่ แม้ว่าอาจเป็นไปได้ยากที่จะกระจายไปส่วนอื่นที่ไม่ใช่บริเวณใกล้เคียง ทั้งนี้การตรวจหาระยะมะเร็งก็เพื่อการวางแผนรักษาในลำดับต่อไป โดยการทดสอบอาจประกอบด้วย

    การทำอัลตราซาวด์
    การทำเอกซเรย์
    การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Scan)
    การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
    การทำเพทสแกน (PET Scan) เป็นการตรวจโดยการถ่ายภาพความเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีของร่างกาย โดยใช้สารกัมมันตรังสีในปริมาณที่ปลอดภัย


การรักษามะเร็งช่องปาก

การรักษามะเร็งช่องปากขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาพรวมสุขภาพ ระยะของโรค หรือบริเวณที่เกิดโรคของผู้ป่วย ซึ่งการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาโดยแพทย์อาจมีการผสมผสานวิธีการรักษาที่หลากหลาย อาทิ การผ่าตัด การทำเคมีบำบัด รังสีรักษา ซึ่งผู้ป่วยและแพทย์ควรปรึกษากัน เพื่อวางแผนการรักษา

การรักษาด้วยรังสีรักษาอาจทำให้ฟันติดเชื้อได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้นการตรวจสุขภาพฟันก่อนการรักษาด้วยรังสีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ นอกจากนี้ การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์อาจลดประสิทธิภาพการรักษา ดังนั้นผู้ป่วยควรหยุดการสูบบุหรี่รวมทั้งการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้การรักษามะเร็งช่องปากอาจประกอบด้วย


การผ่าตัด (Surgery)

วิธีการรักษาโดยการผ่าตัดมีความเสี่ยงก่อให้เกิดการติดเชื้อหรือภาวะเลือดออก นอกจากนั้นการผ่าตัดอาจส่งผลต่อรูปลักษณ์ หน้าตา รวมถึงความสามารถในการกิน ดื่ม หรือพูดคุยของผู้ป่วยโรคมะเร็งช่องปาก ดังนั้นผู้ป่วยที่ใช้วิธีการผ่าตัดจึงมักต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ โดยอาจมีการต่อท่อให้อาหารทางจมูกในระยะสั้นเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถบริโภคอาหาร เครื่องดื่ม รวมถึงยา ส่วนการใส่ท่อให้อาหารจะเป็นการต่อทะลุผ่านผิวหนังเข้าสู่กระเพาะอาหาร ทั้งนี้การผ่าตัดสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

    การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออก คือการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อและบริเวณเซลล์เนื้อเยื่อโดยรอบออก เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่ ซึ่งกระบวนการผ่าตัดก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นขนาดหรือบริเวณที่พบก้อนเนื้อ
    การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออกร่วมกับต่อมน้ำเหลืองที่คอ หากพบว่าโอกาสสูงที่เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปสู่ต่อมน้ำเหลืองในลำคอ แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอออกไปด้วย ซึ่งไม่ส่งผลต่อการทำงานของร่างกายการ
    ผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมตกแต่งช่องปาก ไม่ว่าจะด้วยการทำฟันเทียม การปลูกผิวหนัง กล้ามเนื้อ หรือกระดูกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากที่ผ่าเอาเซลล์มะเร็งออกจากช่องปากแล้ว แพทย์อาจให้คำแนะนำในการผ่าตัดสร้างช่องปากขึ้นใหม่เพื่อเป็นการฟื้นฟูความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย นั่นคือความสามารถในการพูดคุยหรือการบริโภคอาหารต่าง ๆ


รังสีรักษา (Radiation Therapy)

การฉายแสงหรือรังสีรักษา อาจใช้เป็นการรักษาเพียงแค่วิธีเดียวในผู้ป่วยมะเร็งระยะเริ่มต้น ใช้ตามหลังการผ่าตัด หรือใช้พร้อมกันกับการทำเคมีบำบัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ทั้งนี้การใช้รังสีในการทำลายเซลล์มะเร็งมักจะทำทุก ๆ วันสำหรับ 1 คอร์สการฉายรังสีซึ่งกินระยะเวลา 6 สัปดาห์ แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางอาการอื่น ๆ ด้วย เช่น ขนาด หรือลักษณะการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งว่ามากน้อยแค่ไหน

การฉายรังสีอาจทำลายเซลล์ปกติไปพร้อม ๆ กันกับเซลล์มะเร็ง และยังมีผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้รังสีรักษา ได้แก่ ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ายกับถูกแดดเผาและรู้สึกเจ็บปวดร่วมด้วย ผู้ป่วยอาจมีแผลเปื่อยขึ้นที่บริเวณช่องปาก เจ็บปาก และเจ็บคอ สูญเสียหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงในการรับรส อาการปากแห้ง ไม่รู้สึกอยากอาหาร เหนื่อยล้าอ่อนเพลีย มีกลิ่นปาก กระดูกโผล่ และกรามแข็ง ทั้งนี้ผลข้างเคียงจากการใช้รังสีรักษาอาจดีขึ้นภายหลังจากการรักษาเสร็จสิ้น


การทำเคมีบำบัด (Chemotherapy)

เคมีบำบัดเป็นการใช้ยารักษามะเร็ง โดยจะไปทำลายและหยุดยั้งกระบวนการเติบโตของเซลล์มะเร็งในระดับพันธุกรรม ทั้งนี้การรักษาด้วยการทำเคมีบำบัดสามารถทำร่วมกับรังสีรักษาได้ในบางกรณีที่เซลล์มะเร็งแพร่กระจายมาก หรือมีโอกาสกลับเป็นมะเร็งซ้ำสำหรับผู้ป่วยบางราย อย่างไรก็ดี การใช้ยาในการทำเคมีบำบัดอาจไปทำลายเซลล์ปกติในร่างกายด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้การรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดมักมีผลข้างเคียงที่อาจส่งผลให้เห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกไม่สบายเนื้อตัว อาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ผมร่วง เจ็บปวดบริเวณปาก แผลเปื่อยที่ปาก ปัญหาเกี่ยวกับไต ปัญหาทางการได้ยินและการทรงตัว รวมทั้งความรู้สึกชาหรือเจ็บปวดบริเวณมือและเท้า นอกจากนี้การทำเคมีบำบัดอาจลดประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยลงด้วยเช่นกัน


การให้ยาเจาะจงเซลล์มะเร็ง (Targeted Drugs Therapy)

การใช้ยาซีทูซิแมบ (Cetuximab) ซึ่งปัจจุบันสามารถใช้ในการรักษากลุ่มมะเร็งในระบบศีรษะและลำคอ โดยยาดังกล่าวจะทำหน้าที่เข้าไปหยุดยั้งการทำงานของโปรตีนที่พบได้ในเซลล์ปกติแต่พบมากในเซลล์มะเร็ง การรักษาด้วยวิธีนี้ยังสามารถทำควบคู่ไปกับการทำเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา


ภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งช่องปาก

มะเร็งช่องปากและกระบวนการรักษาโรคสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้แล้วแต่กรณี ซึ่งภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ในบางครั้งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจในการชีวิตประจำวันของผู้ป่วย โดยภาวะแทรกซ้อนอาจรวมไปถึง

    อาการกลืนลำบาก (Dysphagia) โดยนักบำบัดด้านการพูดอาจใช้วิธีตรวจวิดีโอฟลูออโรสโคป (Videofluoroscopy) เป็นการประเมินผู้ป่วยที่มีภาวะกลืนลำบาก ทดสอบโดยการให้ผู้ป่วยกลืนอาหารหรือน้ำที่มีส่วนผสมของสีซึ่งสามารถแสดงให้เห็นผ่านการเอกซเรย์ ว่าการกลืนของผู้ป่วยเป็นเช่นไร ทั้งนี้หากพบว่าการกลืนมีปัญหา ผู้ป่วยอาจต้องต่อสายสวนกระเพาะอาหารระยะสั้นเพื่อช่วยให้บริโภคอาหารได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงการสำลักลงปอด  นอกจากนี้นักบำบัดอาจแนะนำวิธีการอื่น ๆ ที่ทำให้อาการดีขึ้น อาทิ การบริหารที่ช่วยพัฒนาการกลืนอาหาร เป็นต้น
    ปัญหาในการพูด เกิดจากการใช้รังสีรักษาและการผ่าตัด นักบำบัดด้านคำพูดจะช่วยสอนหลักการออกเสียงให้กับผู้ป่วยใหม่
    ผลกระทบทางอารมณ์ ผู้ป่วยอาจประสบปัญหาที่เป็นภาวะทางอารมณ์ในระหว่างที่กำลังเป็นโรคมะเร็งช่องปาก โดยภาวะโรลเลอร์โคสเตอร์ (Roller Coaster Effect) เป็นหนึ่งภาวะที่พบได้บ่อยครั้งสำหรับกรณีผู้ป่วยโรคมะเร็ง กล่าวคือผู้ป่วยอาจรู้สึกเสียใจหรือดีใจสลับกันบ่อยครั้ง อาจเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการรักษาโรค จนก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมาได้ หากพบว่าผู้ป่วยกำลังมีภาวะซึมเศร้า ควรรีบเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์โดยทันที


การป้องกันมะเร็งช่องปาก

ปัจจุบันยังไม่ทราบถึงวิธีการป้องกันมะเร็งได้อย่างแน่ชัด แต่ผู้ป่วยสามารถลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งช่องปากได้ โดยแนวทางการป้องกันอาจประกอบไปด้วยดังนี้

    หากจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรดื่มแค่พอควร เนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากจนเกินไปอาจสร้างความระคายเคืองให้กับเซลล์ในช่องปาก ทำให้ง่ายต่อการกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด
    ลดหรือเลิกการใช้ยาสูบ การบริโภคยาสูบไม่ว่าจะโดยการสูบหรือเคี้ยว เป็นพฤติกรรมอันตรายที่อาจทำให้เซลล์ในช่องปากเกิดเป็นเซลล์มะเร็งขึ้นมาได้
    รับประทานผักผลไม้ให้หลากหลาย โดยผู้ป่วยควรเลือกผลไม้หรือผักที่อุดมด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งช่องปาก
    หมั่นเข้าพบทันตแพทย์เพื่อการตรวจสุขภาพช่องปากสม่ำเสมอ
    พยายามหลีกเลี่ยงแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะในบริเวณริมฝีปาก ด้วยการทาครีมกันแดดสำหรับริมฝีปากหรือการสวมหมวกปีกกว้างที่สามารถบดบังแสงแดดไม่ให้กระทบกับใบหน้าโดยตรง

หน้า: [1] 2 3 ... 43